ThePoint StartUP ตอน..คุณเอ็ม CareerVisa Thailand

Image may contain: 1 person, text

วันนี้ The Point มาพูดคุยกับ คุณเอ็ม ธีรยา ธีรนาคนาท ผู้ร่วมก่อตั้ง CareerVisa Thailand ให้คำปรึกษาในการเลือกอาชีพที่ใช่สำหรับนักเรียนนักศึกษาซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาการศึกษาไทยที่แอพลิเคชั่นนี้มาช่วยให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี

Get To The Point CareerVisa สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ที่ช่วยให้เด็กไทยค้นพบอาชีพที่ใช่

ไอเดียเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนเรียน BBA ธรรมศาสตร์ ปี 3 ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ USC สหรัฐอเมริกา แล้วเจอกับ Career Management Center ของที่นั่นซึ่งช่วยเราได้เยอะมาก ทั้งการเขียน resume

จากการไปเรียน MBA ที่ Kellogg School of Management ว่างานที่ทำอยู่มันยังตอบคุณค่าที่ยึดถือ (Personal Core Values) ตัวเองซึ่งคือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคน ไม่ได้ ประกอบกับ พินและพลอย (co-founder อีกคน) ตั้ง CareerVisa เป็น project ขึ้นมาแล้ว พอกลับจากอเมริกา เลยมาทำด้วยกันจริงจัง จดทะเบียนบริษัทกันหลังจากนั้น

87% ของคนทำงานทั่วโลก ไม่พึงพอใจในงานที่ตัวเองทำ ในขณะที่ถ้าดูแค่ไทย ตัวเลขของเราอยู่ที่ 86% น้อยกว่าทั่วโลกนิดหน่อยด้วยซ้ำ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดทั่วโลก ไม่ได้เป็นปัญหาของเด็กไทยเพียงอย่างเดียว และเพื่อนชาวต่างชาติก็ล้วนแต่มีคนรอบตัวเลือกอาชีพที่ไม่ถนัด หรือไม่รู้ว่าอาชีพที่ใช่ของตัวเองคืออะไรทั้งนั้น

ในอนาคตอันใกล้ อาชีพจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาชีพจะหายไปและเกิดใหม่โดยเฉพาะจากเทคโนโลยี คำแนะนำจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะเรื่องการเลือกอาชีพ จะล้าสมัย

เนื่องจากส่วนมาก CareerVisa ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ จึงเป็นการพูดคุยเรื่องข้อมูล และปัญหาที่ไม่ได้ sensitive มากนัก แต่เดิมฝั่งออนไลน์ คือ CareerVisa Digital เราเริ่มจากการให้บริการปรึกษาด้านอาชีพ และแบบประเมินอาชีพที่ใช่ผ่าน Mobile Application และขยายมา www.careervisaassessment.com ซึ่งวันนี้ – 30 มิ.ย. 2563 เปิดให้ทุกคนประเมินอาชีพที่ใช่ ได้รายงานผลการประเมิน 27 หน้า มูลค่า 200 บาท เกี่ยวกับตัวเอง และอาชีพเป้าหมายไปเลยฟรีๆ

Q: อะไรคือ Passion ที่ทำให้คุณเอ็มเลือกทำ StartUp ที่เกี่ยวกับการศึกษาและการช่วยให้ผู้คนพบกับงานที่ใช่

A: ไอเดียเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนเรียน BBA ธรรมศาสตร์ ปี 3 ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ USC สหรัฐอเมริกา แล้วเจอกับ Career Management Center ของที่นั่นซึ่งช่วยเราได้เยอะมาก ทั้งการเขียน resume, ซ้อมสัมภาษณ์งาน ไปจนถึงแนะแนวอาชีพ และคิดว่าเมืองไทยน่าจะมีบ้าง และพิน ซึ่งเป็น co-founder ซึ่งไปแลกเปลี่ยนที่ UC Berkeley ก็คิดเหมือนกัน ตอนนั้นก็ได้แต่ทำ survey เพื่อนๆ แล้วนำเสนอผู้บริหารโครงการ แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นกิจการขึ้นมา

พอเรียนจบ แยกย้ายกันไปทำงาน พ่อแม่เอ็มทำงานรัฐวิสาหกิจทั้งคู่ ก็อยากให้ลูกทำงานรัฐวิสาหกิจ เพราะมั่นคง และก็อยากให้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้วย เอ็ม สอบเข้าปตท. เป็นพนักงานทุนได้ พ่อแม่ก็ดีใจ ทำงานไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่อาชีพที่ใช่สำหรับเรา ทั้งๆที่สังคม คนรอบตัวก็บอกว่าเป็นงานที่ดี ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่มีความสุขกับการทำงาน

จนได้คำตอบจากการไปเรียน MBA ที่ Kellogg School of Management ว่างานที่ทำอยู่มันยังตอบคุณค่าที่ยึดถือ (Personal Core Values) ตัวเองซึ่งคือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคน ไม่ได้ ประกอบกับ พินและพลอย (co-founder อีกคน) ตั้ง CareerVisa เป็น project ขึ้นมาแล้ว พอกลับจากอเมริกา เลยมาทำด้วยกันจริงจัง จดทะเบียนบริษัทกันหลังจากนั้น
ด้วยความหวังว่าจะเป็นองค์กรที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบอาชีพที่ใช่ และก้าวสู่อาชีพนั้นค่ะ

Q: การให้คำปรึกษาส่วนใหญ่การทำในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ต่างกันมากไหม

A: เนื่องจากส่วนมาก CareerVisa ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ จึงเป็นการพูดคุยเรื่องข้อมูล และปัญหาที่ไม่ได้ sensitive มากนัก

ถ้าเป็นการให้คำปรึกษาตัวต่อตัว ไม่คิดว่าต่างกันมากค่ะ แน่นอนว่าออฟไลน์จะให้ความเชื่อใจ ความรู้สึกใกล้ชิด สนิทใจ และสร้างบรรยากาศให้เปิดใจได้ง่ายกว่า เพราะมักเกรงใจโค้ช และไม่มี distraction รอบข้างที่โค้ชไม่รู้ แต่ถ้าเคยคุยกันแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง ไม่ว่าจะทางออนไลน์ หรือออฟไลน์มาแล้ว จะมีความเชื่อใจระดับนึง การโค้ชทางออนไลน์ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพน้อยกว่าออฟไลน์แล้วค่ะ ยกเว้นกรณีสัญญาณไม่ดี หรือถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างนะคะ

แต่ถ้าเป็นการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม โดยส่วนตัวเห็นว่าออฟไลน์มีประสิทธิภาพกว่ามาก เพราะต้องอาศัยการจดจ่ออยู่ตรงนั้นจริงๆ (Presence) มากกว่าตัวต่อตัว และต้องอาศัยความเชื่อใจ ไม่ใช่เฉพาะเชื่อใจโค้ช แต่เชื่อใจเพื่อนร่วมกลุ่มว่าจะไม่ตัดสิน หรือเอาเรื่องของเราไปพูดต่อ ภาษากาย และแววตา สื่อสารได้ดีกว่าเมื่อเจอตัวเป็นๆค่ะ

Q: การจัด Event ส่วนใหญ่เน้นในเรื่องของให้ผู้ที่เข้ามาได้เรียนรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษ

A: เรื่องอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะความท้าทาย อุปสรรค และคุณค่าที่อาชีพนั้นให้ ในเบื้องลึกค่ะ จริงๆ CareerVisa เน้นให้ทุกคนพิจารณาอาชีพรอบด้าน เรามีหลักสูตรของตัวเองชื่อ Career Design ซึ่งสอนให้วิเคราะห์ตัวเองใน 5 ด้าน 1. ทักษะและสิ่งที่สนใจ (Skills and Interests) 2. บุคลิกภาพและสังคม (Personality and People) 3. เงื่อนไขในการทำงาน (Working Conditions) 4. ไลฟสไตล์ซึ่งเชื่อมโยงกับสวัสดิการ (Lifestyle) 5. คุณค่าที่ยึดถือ (Personal Core Values)

แต่ทักษะที่ต้องใช้ เงินเดือน สวัสดิการ เงื่อนไขในการทำงาน มักหาได้จาก job description ทั่วไปอยู่แล้ว และยังมีสื่อต่างๆ ที่โปรโมทบริษัท อยู่แล้วมากมาย แต่ด้านความยากลำบาก บาดแผล สื่อยังมีจำกัดหลายอย่าง จึงไม่ได้หาอ่านง่าย ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญกว่าข้อดีเสียอีก

เพราะคนที่จะเข้าไปทำงาน ไม่ได้รู้ด้านลบ ไม่ได้พิจารณารอบด้านว่า ตัวเองรับข้อเสียของอาชีพไหนได้มากกว่ากัน ขาดการเตรียมตัวเตรียมใจ หรืออาชีพนั้นๆไม่ได้ตอบคุณค่าที่ยึดถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ก็จะไม่สามารถทำอาชีพนั้นได้อย่างมีความสุข

Q: คิดว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันมีส่วนทำให้คนไทยในประเทศเลือกอาชีพที่ไม่ถนัดหรือมารู้ตัวอีกทีช้าไปแล้วหรือไม่

A: 87% ของคนทำงานทั่วโลก ไม่พึงพอใจในงานที่ตัวเองทำ ในขณะที่ถ้าดูแค่ไทย ตัวเลขของเราอยู่ที่ 86% น้อยกว่าทั่วโลกนิดหน่อยด้วยซ้ำ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดทั่วโลก ไม่ได้เป็นปัญหาของเด็กไทยเพียงอย่างเดียว และเพื่อนชาวต่างชาติก็ล้วนแต่มีคนรอบตัวเลือกอาชีพที่ไม่ถนัด หรือไม่รู้ว่าอาชีพที่ใช่ของตัวเองคืออะไรทั้งนั้น

เอ็มคิดว่ามีหลายปัจจัย 1. ระบบการศึกษาที่ผลิตบุคลากรมาตอบการปฏิวัติอุตสาหกรรม (2.0) มีส่วนอย่างมาก ที่เรา mass produce คน ข้อสอบก็เป็น standardized examination ถ้าจะพูดแบบ extreme case ปลาก็ยังต้องแข่งปีนต้นไม้กับลิง แม้มันจะไม่ยุติธรรม และทำให้มันรู้สึกโง่ไปตลอดชีวิตก็ตาม ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริง ในแต่ละอาชีพ ก็ต้องการความสามารถ ความถนัด บุคลิกภาพ สิ่งที่ต้องติดตามเป็นประจำ แตกต่างกันไป พอมาทำงานเราก็ไม่ต้องแข่งกับเพื่อนที่สอบได้คะแนนมากกว่าเราทุกปีอีกแล้ว เพราะทำคนละอาชีพ แต่อาจจะแข่งกับเพื่อนที่ได้คะแนนที่โหล่ตอนเรียน แล้วเราแพ้เค้าก็ได้ (ฮา)

2. วัฒนธรรม Collectivism ที่คนให้ความสำคัญกับกลุ่มและต้องการการยอมรับจากสังคมรอบ ข้าง ก็ทำให้เด็กไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เลยตามพ่อแม่ เพื่อน รุ่นพี่ หรือกระแสสังคม เป็นหลัก พ่อแม่เองก็ปลุกฝังลูกให้ทำตามกระแสสังคม เพราะหน้าตาฐานะในสังคม ยังเป็นเรื่องสำคัญในสังคมเอเชีย ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย

Q: คิดว่าถ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับรัฐบาลอยากให้รัฐบาลช่วยผลักดัน StartUp เพื่อการศึกษาและการเลือกงานอย่างไรบ้าง ควรมีแผนที่ทำได้จริงหรือปรับปรุงเรื่องไหนเป็นพิเศษ

A: ในอนาคตอันใกล้ อาชีพจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาชีพจะหายไปและเกิดใหม่โดยเฉพาะจากเทคโนโลยี คำแนะนำจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะเรื่องการเลือกอาชีพ จะล้าสมัย และพ่อแม่ส่วนมากจะไม่รู้จักอาชีพที่เราอยากทำอีกต่อไป นอกจากการว่างงานที่เกิดขึ้นเพราะโรคระบาด และ A.I. แล้ว ยังจะเกิดการจ้างงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาเป็นวงกว้าง เพราะมี skill gap ที่การศึกษาในระบบปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น การ reskill บุคลากรสำคัญมากๆ

แต่ก่อนที่จะ reskill ได้ บุคลากรต้องตั้งเป้าหมายก่อน ซึ่งการตั้งเป้าหมายอาชีพควรมาจากการประเมินตนเองและประเมินอาชีพจาก หลักการที่ใช้ในการคิดวิเคราะห์รอบด้าน และข้อมูลที่อัพเดทตลอดเวลา โดยเฉพาะหากมาจากผู้ที่ทำอาชีพนั้นๆจริง และ Machine Learning Algorithm ที่แม่นยำขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้น

สิ่งที่รัฐทำได้ดีอยู่แล้ว คือ การให้ทุน แต่นอกจากนั้นสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการซึ่งรัฐมี คือ ข้อมูล รวมถึงโอกาสเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก จึงอยากให้รัฐหันมาสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ช่วยในการ reskill และตั้งเป้าหมายอาชีพที่ใช่ โดยอาจเป็นตัวกลางให้สตาร์ทอัพหลายรายมาร่วมมือกัน ใช้จุดแข็งของแต่ละรายมา integrate กัน มากกว่าการสร้าง super app ขึ้นมาใหม่ มาแข่งกับสตาร์ทอัพ

Q: การทำตลาดทางช่องทางออนไลน์ platform ได้รับการตอบรับดีที่สุดและมองว่าในอนาคตจะขยายไปช่องทางไหนเพิ่มขึ้น

A:แต่เดิมฝั่งออนไลน์ คือ CareerVisa Digital เราเริ่มจากการให้บริการปรึกษาด้านอาชีพ และแบบประเมินอาชีพที่ใช่ผ่าน Mobile Application และขยายมา www.careervisaassessment.com ซึ่งวันนี้ – 30 มิ.ย. 2563 เปิดให้ทุกคนประเมินอาชีพที่ใช่ ได้รายงานผลการประเมิน 27 หน้า มูลค่า 200 บาท เกี่ยวกับตัวเอง และอาชีพเป้าหมายไปเลยฟรีๆ

เราเพิ่ง launch www.getresume.online เครื่องมือสร้าง resume ตามรูปแบบ professional ที่มาพร้อมคำอธิบาย และตัวอย่างในแต่ละ section เพื่อตอบโจทย์ทั้งบัณฑิตใหม่ และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน รวมถึง Facebook Live สัมภาษณ์บุคคลที่ทำอาชีพต่างๆ ในเบื้องลึกผ่าน https://www.facebook.com/careervisathailand
ส่วนอนาคตจะมีอะไรเพิ่ม สามารถติดตามได้ทาง Facebook Fanpage เลยค่ะ

ขอบคุณรูปและบทความจาก ThePoint

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

รวมคำถาม Live Q&A รวมสูตรแนวทางการตอบ ’5 คำถามสัมภาษณ์’ ที่ต้องเจอเวลาหางาน

ขั้นแรกตัดสินใจเลือกเป้าหมายให้ชัด 3-5 งาน แล้วทำ research ศึกษา Job Description ให้เข้าใจถึง competency ของงาน เข้าลึกถึง insights บริษัท ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ จนสภาพแวดล้อมการทำงาน แอบส่อง candidate profile หน่อยจะได้รู้ว่าคุณแข่งกับใครอยู่

รวมคำถาม Live Q&A เปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้าหรือเปลี่ยนสายเพื่อทำสิ่งชอบช่วง Covid คุ้มมั้ย ? ทำยังไง ?

ขั้นแรกตัดสินใจเลือกเป้าหมายให้ชัด 3-5 งาน แล้วทำ research ศึกษา Job Description ให้เข้าใจถึง competency ของงาน เข้าลึกถึง insights บริษัท ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ จนสภาพแวดล้อมการทำงาน แอบส่อง candidate profile หน่อยจะได้รู้ว่าคุณแข่งกับใครอยู่

ทำยังไงให้ Passion ไม่หมดไปตลอดชีวิต เคล็ดลับจาก Vera Wang สาวสวยกระพัน ที่ยังแซ่บเสมอแม้วัย 70

ทำยังไงให้ Passion ไม่หมดไปตลอดชีวิต เคล็ดลับจาก Vera Wang สาวสวยกระพัน ที่ยังแซ่บเสมอแม้วัย 70

Vera Wang คือหนึ่งในผู้หญิงทรงอิทธิพลแห่งวงการแฟชั่น และยังคงกระฉับกระเฉง และทำงานอยู่แม้จะอยู่ในวัย 70 แล้วก็ตาม เธอเชื่อว่า สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของชีวิตคือ ‘การที่พลาดโอกาสลองทำในสิ่งที่อยากทำ’ เคล็ดลับที่ทำให้ Passion ของเธอไม่หมดไปตลอดการทำงานในวงการแฟชั่นกว่า 50 ปี คือการที่เธอมีความสุขกับการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้หญิงทุกคนได้สวยขึ้นในแบบของตัวเอง