หยุดอาการ “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” จัดการทุกอย่างได้ อาจไม่ใช่หัวหน้าที่ดีเสมอไป 3 สิ่งที่ manager ต้องทำก่อน Transition ไปเป็น Leader

แม่ทัพกองหน้ากับผู้บัญชาการศึกต่างกันฉันใด การเป็นผู้จัดการกับเป็นผู้นำก็ต่างกันฉันนั้น การกระโดดจากผู้จัดการสู่ผู้นำเหมือนจะคล้ายกันแต่ก็แตกต่างกันไม่น้อยเลยล่ะ จากที่เคยเป็นกองหน้าพร้อมลุย พร้อมชน เมื่อเรากลายเป็นผู้นำทุกสิ่งจะเน้นไปที่การตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์มากกว่าแทน วันนี้เราจึงนำสิ่งที่ Manager ควรจะเรียนรู้สามข้อก่อน Transition ไปเป็น Leader มาฝาก

1.หยุดอาการ “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว”

นี่เป็นปัญหาหลักๆ ของ Manager ที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า เพราะก่อนหน้านี้เหล่าเมเนเจอร์จะเรียกได้ว่า “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” นั่นก็คือรู้ทุกอย่าง ทำเป็นทุกอย่าง จัดการทุกอย่างเองได้ ครบหมดจบที่เรา

แต่เมื่อมาเป็นหัวหน้าแล้วอาจจะต้องเปลี่ยนความทำทุกสิ่งของเราออกไปซักหน่อย หากเรายังเป็นสายทำๆๆ ไม่หยุดเหมือนเดิม สิ่งที่ตามมาคือพลังงานมหาศาลที่คุณจะสูญเสียมันไป พร้อมกับระบบการทำงานของคนในทีมจะรวนถ้าหัวหน้าเข้ามาแทรกแซงรายละเอียดที่ไม่จำเป็นมากเกินไป

สิ่งสำคัญคือ เลิกควบคุม จัดการทุกอย่างด้วยตนเอง แล้วไปให้ความสำคัญกับการตัดสินใจสำคัญๆเชิงกลยุทธ์ ที่จะช่วยให้ทีมหรือองค์กรเดินไปข้างหน้าได้ โดยเน้นไปที่สิ่งที่จะช่วย Support Team และสิ่งที่เป็น Key Project แทน

2. อย่ากลัวที่จะทำให้ทีมรู้จักความผิดพลาด

แม้ว่าคนที่เป็นผู้จัดการมาก่อนจะรู้ไปหมดทุกอย่าง แต่ในการทำงานนั้นยังมีลูกทีมผู้น่ารักที่อยากจะเติบโต และต้องการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพัฒนาคนที่มีความสามารถรอบตัวคุณ เพื่อภาพรวมของผลงานที่มีประสิทธิภาพ

จุดเป็นปัญหาก็คือ หัวหน้าส่วนมากมักรู้สึกไม่ไว้วางใจที่จะมอบหมายงานให้คนในทีมทำหน้าที่ต่างๆ ตามที่คนๆ นั้นอยากทำเพียงเพราะคิดว่าเค้ายังมีความสามารถไม่ถึง แต่อย่าลืมว่าการให้โอกาสให้คนอื่นได้ผิดพลาด คือจุดเริ่มต้นในการพัฒนา

ผลสำรวจจาก GALLUP พบว่า บริษัท ที่มีคนที่มีความสามารถมากแต่สามารถมอบหมายงานให้ผู้อื่นได้ดีจะมีอัตราการเติบโตและรายได้ที่สูงขึ้นมากกว่าคนอื่น รวมถึงคนกลุ่มนี้ยังสามารถสร้างผลงานได้จำนวนมากกว่าอีกด้วย

จึงจะเห็นได้ว่าถ้าคนในทีมถูกดึงศักยภาพสูงสุดออกมาก็จะทำให้ ผลลัพธ์ของงานที่ทำใหญ่ขึ้น สามารถทำงานที่ท้าทายขึ้น และส่งผลดีต่อบริษัทในระยะยาวตามไปด้วย

3. อย่าให้ลูกน้องต้องมานั่งจับผิด

พูดกันมานานแล้วเรื่องความซื่อสัตย์ โปร่งใสภายในองค์กร ทุกคนรู้กันดีว่าผู้นำคือคนที่สร้างและรักษาวัฒนธรรมองค์กร ผู้นำจะเป็นคนกำหนดค่านิยมและมีอิทธิพลกับคนในทีม ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการสื่อสารอย่างโปร่งใส

จากการสำรวจจากพนักงานใน Harvard Business School กว่า 70% กล่าวว่า พวกเขารู้สึกเลื่อมใส ซูฮกเหล่าหัวหน้า และรู้สึกต่อองค์กรมากขึ้นเมื่อผู้นำระดับสูงทำการติดต่อสื่อสารอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ได้มัวแต่ปั้นคำสวยหรู หรือพูดแต่วลีสร้างภาพ ความเรียลและจริงใจทำให้พวกเขารู้สึกกล้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาองค์กรไปด้วยกัน

แน่นอนว่าธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนจับความผิดปกติว่าใครเฟคหรือไม่เฟคได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือเปิดเผย จริงใจ หลีกเลี่ยงการสร้างภาพ หรือทำอะไรไม่โปร่งใส ลับหลังคนในทีม เพราะหากมีการเคลือบแคลงสงสัย สภาพแวดล้อมในการทำงานจะเป็นพิษและยากต่อการทำงานร่วมกันอย่างแฮปปี้ แต่หากเราเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีมด้วยการสื่อสารที่โปร่งใส ชัดเจน สิ่งนี้จะทำให้ทีมเปิดกว้างมากขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผลงานหรือองค์กรจริงๆ

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจากเมเนเจอร์มาเป็นหัวหน้า หรือขึ้นมาเป็นหัวหน้าในรูปแบบใดๆ ก็ตาม สามสิ่งนี้ก็ยังคงสำคัญสำหรับการเป็นผู้นำเสมอ ให้ระลึกไว้เสมอว่าทีมคือหัวใจของหัวหน้า และอย่าลืมว่าความคิดเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาทีมประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

เพราะไม่มีหัวหน้าคนไหนที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง แต่หัวหน้าคือผู้นำ และผู้สนับสนุน และเข็นทีมไปสู่เส้นชัยนั่นเอง ใครที่กำลังจะได้เป็นหัวหน้าก็หวังว่าสามสิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมความเป็นสุดยอดหัวหน้าของคุณได้นะ

อ้างอิง https://www.fastcompany.com/…/3-things-you-must-do-to-trans…

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

เรียนรู้ 7 นิสัยรวย ที่นอกจากเงินแล้ว มหาเศรษฐียังมีมากกว่าคนทั่วไป

ทำไมคนบางคนถึงรวยกว่าคนอื่น? คำถามสุดคลาสสิกที่ใครๆก็อยากรู้ วันนี้เราจะพามาดูเบื้องหลังของคนรวยว่าเขามีนิสัยที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปยังไงบ้าง

ผู้นำที่อ่อนโยนไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ บทเรียนจาก Brene Brown

การเป็นผู้นำในภาพที่ทุกคนจำติดตา มักจะเป็นภาพของคนที่ขึงขัง ตัดสินใจฉับไว แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีอย่างรวดเร็ว และเด็ดขาด คำถามคือผู้นำที่อ่อนโยน ยอมรับจุดอ่อนของตัวเองนั้นเป็นผู้นำบ้างไม่ได้เหรอ?

ทำไม Introvert ถึงเป็นผู้นำที่รับมือในช่วงวิกฤตได้ดี?

แน่นอนว่าการเป็น Introvert ที่พูดไม่เก่ง ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในวิกฤตแบบนี้ คุณสมบัติของการรับฟังผู้อื่นอย่างถี่ถ้วน และมองให้เห็นปัญหาที่แท้จริง เป็นสิ่งสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ ใครที่เป็น Introvert ก็ขอให้มั่นใจว่าคุณเป็นผู้นำที่ดีได้เช่นกันนะ