How to respond to negative feedback โฟกัสกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ให้กลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น

ทำงานเต็มที่แล้วแต่โดนตำหนิแรงๆ ได้รับฟีดแบคแย่ๆจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกน้อง เป็นเรื่องยากเสมอ แต่ทำไมบางคนเวลาโดนตำหนิรู้สึกท้อแท้ โลกไม่ยุติธรรม ไม่เห็นคุณค่า ในขณะที่บางคนแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการฮึดสู้ในการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นได้

เวลาที่เอ็มได้ยิน Negative Feedback เกี่ยวกับตัวเอง จะมีสอง reaction ที่เกิดขึ้นทันที

1. ปฏิเสธว่าไม่จริง
2. เสีย self ไปเลย เพราะเชื่อว่าตัวเรา คือ สิ่งที่คนอื่นตำหนิไปทั้งหมด

Brush It Off or Take It Personally

แล้วหลังจากนั้นก็มักจะสงสัยว่า ตกลงเราควรเลือกที่จะ brush it off ไม่สนใจเลย หรือ เชื่อตามที่คนนั้นบอกทั้งหมด แต่หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว ก็พบว่า “มันไม่ได้มีแค่สองทางที่เลือกได้

เช่น เวลามีคนบอกว่า เราทำงานไม่ได้เรื่อง ไม่เหมาะกับงานนี้หรอก เลิกทำซะ จะได้ไม่เสียทั้งสองฝ่าย ทั้งบริษัท และตัวเราเอง

เราก็ไม่จำเป็นต้อง take 100% คือ ไปลาออกเลย เพราะเชื่อว่า เราเป็นภาระกับบริษัท หรือ ไม่รับฟังเลย เพราะเชื่อว่า เราดี เราเก่งอยู่แล้ว สิ่งที่เค้าพูด มันมาจากทัศนคติที่ไม่ดีของตัวเค้าเอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา

Fact or Opinion

Fact = can be proven – True or False
Opinion = cannot be proven – Feeling, attitude, judgement

เราควรพิจารณาว่า ส่วนไหนเป็น Opinion ส่วนไหนเป็น Fact เช่น ที่เค้าบอกว่าเราไม่ได้เรื่อง เป็น Opinion แต่หากบอกว่าเรา ทำยอดขายไม่เข้าเป้า อาจเป็น Fact

Fact น่าจะเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ง่ายที่สุด แต่ส่วน Opinion เราอาจต้องขุดลึกลงไปเพื่อหาสาเหตุว่าอะไรทำให้เกิด opinion เหล่านั้น เราทำอะไรให้เค้ารู้สึกแบบนั้น สถานการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น แล้วเราแสดงออกอย่างไรออกไป

Dig Deeper – Listen รับฟังโดยไม่ปกป้องตัวเอง

แต่กรณีที่ไม่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น เป็น comment ใน social media หรือ ไม่รู้ว่าคน comment คือ ใคร

วิธีแก้ก็คือ ถามผู้ที่เราเชื่อใจ ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่เราสนิทด้วยก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่เราเชื่อว่าจะให้ feedback กับเราอย่างตรงไปตรงมา และมีอคติน้อยที่สุด

Ask for Time to Think It Through น้อมรับความเห็น และขอเวลาในการพิจารณาวิธีแก้ไข

การที่เรารู้จุดอ่อนของตัวเอง เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกจุดอ่อนต้องได้รับการพัฒนาเสมอ เพราะหากเรามัวแต่แก้ไขจุดอ่อน เราจะไม่มีเวลาพัฒนาจุดแข็ง แล้วในที่สุดเราก็อาจเป็นคนธรรมดาๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะเราไม่มีจุดแข็งอะไรที่ได้รับการพัฒนาเลย

ดังนั้น เราจึงควรให้เวลาตัวเองในการรับ information เหล่านั้น และพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยไม่รีบร้อนรับปากว่าจะแก้ไขในทันที

หากเป็นจุดอ่อนที่เราพยายามแก้ไขแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ดี ให้ออกมายอมรับว่าเรารู้ตัวว่าเรามีจุดอ่อนนี้ คนจะให้อภัยเรา และทำความเข้าใจสิ่งที่เราเป็นมากขึ้น

Sometimes the best response to critical feedback is to admit our flaws – first to ourselves, and then to others – while setting expectations for how we are likely to behave.

Tasha Eurich, PhD

อย่าง CEO ของ Levi ซึ่งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลสูง มีความสามารถในการสื่อสารดีเยี่ยม แต่ลูกน้องกลับไม่คิดแบบนั้น ให้คะแนน CEO ต่ำกว่าที่เค้าประเมินตัวเองเสมอ แล้วยังประเมินออกมาว่าจุดอ่อนของเค้า คือ การสื่อสาร อีกด้วย

หลังจากพยายามพัฒนาตัวเองหลายปี CEO ก็ออกมายอมรับอย่างเปิดเผยกับทั้งบริษัท ว่าเค้ารู้ตัวว่า คงไม่สามารถเป็นผู้นำที่น่ารัก หรือสื่อสารเก่งได้ สิ่งที่ทุกคน suffer มาจากความบกพร่องของตัวเค้าเอง ไม่ใช่ว่าเค้าไม่แคร์ หรือไม่เห็นคุณค่าของพนักงานแต่ละคน

สุดท้ายก็ขอให้เข้าใจ และช่วยเค้าในการปรับปรุงจุดอ่อนนี้ ผลปรากฏว่าพนักงานก็เข้าใจ CEO มากขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

เมื่อเราสามารถปล่อยวางกับสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เราก็จะมีพลังไปโฟกัสกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ และในที่สุดเราก็จะสามารถเปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้นได้

When we let go of the things we cannot change, it frees up the energy to focus on changing the thing we can.

Tasha Eurich, PhD

จากบทความใน Harvard Business Review
1. The Right Way to Respond to Negative Feedback by Tasha Eurich
2. How to Handle Negative Feedback by Dick Grote
และ 3. 5 ways to take negative feedback at work and turn it into something positive from  Michael Page

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

Self-doubt หลายครั้งที่ต้องตัดสินใจ เวลาไหนควรเชื่อตัวเอง?

ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีแรงผลักให้ก้าวไปข้างหน้าก็จริง แต่ร่างกายเจ้ากรรมยังออกแบบให้เรารู้จักกับอาการ “สงสัยในตัวเอง” หรือที่เรียกว่า Self-doubt เพื่อให้เรารู้จักย้ำคิดย้ำทำ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เกิดจากความมั่นใจที่เกินพอดีได้ หัวใจสำคัญในการตัดสินใจว่าเราควรจะเชื่อ หรือไม่เชื่อตัวเองเวลาไหน คือการต้องทำความเข้าใจว่า อะไรคือ Self-doubt ที่ช่วยเรา และอะไรคือ Self-doubt ที่จะรั้งเราไว้ไม่ให้กล้าออกไปจาก Comfort Zone กันแน่

มาเป็นคนช่างจดกันเถอะ! รีวิวหนังสือ The Magic of Memos จดโน้ตขั้นเทพ เปลี่ยนกระดาษให้เป็นสมองที่สอง

คุณมาเอดะเป็นคนชอบจดบันทึกมาตั้งแต่เด็ก ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ได้ค้นพบว่าการจดบันทึกที่ดีสามารถช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ ทำให้รู้จักโลก ทำให้เกิดไอเดีย ทำให้รู้จักตัวเอง มีเข็มทิศในการดำเนินชีวิต มีความฝัน ทำให้เกิดความมุ่งมั่น จึงต้องการส่งต่อความมหัศจรรย์ของการจดบันทึกนี้ให้กับคนรอบข้าง

หยุดโฟกัสการตั้งเป้าหมายไปก่อนได้เลย ถ้ายังไม่ได้ทำคู่กันกับสิ่งนี้..

การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องทุกๆ คนมีกันอยู่แล้ว ลดน้ำหนัก เปลี่ยนงาน พัฒนาตัวเอง อารมณ์เย็นลง ฯลฯ แต่ทำไมถึงมีแค่ไม่กี่คนที่ทำได้ตามเป้า เราเองก็เป็นคนนึงที่เคยอ่านเรื่องของการเปลี่ยน Habit และการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ มาหลายครั้ง แล้วก็แป้กมาหลายหน แต่จากหนังสือ Atomic Habits ที่พูดเรื่องของการตั้งเป้าหมายและทำตามให้สำเร็จ ได้บอกไว้ว่า “Forget about setting goals, focus on your systems instead”