“Dan Price” CEO ผู้หั่นเงินเดือนตัวเองให้พนักงานทุกคนในบริษัท ได้เงิน 2 ล้านบาท ต่อปี

ในปัจจุบันนี้ท่ามกลางกระแสข่าวในประเทศไทยว่าด้วย ตกงาน ว่างงาน ไล่ออก และลดเงินเดือน เพื่อคงความอยู่รอดของบริษัท สำหรับคนทำงานแล้วคงเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก

แต่วันนี้ CareerVisa อยากจะมาเล่าเรื่องของชายหนุ่ม CEO ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟแวร์ Gravity Payments ซึ่งเป็นบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ในปี 2015 เขาตัดสินใจประกาศขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานทุกคน จากเดิมที่ได้เงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 20,000-45,000 เหรียญต่อปี กลายเป็น 70,000 เหรียญต่อปี หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว โดยเขาตัดสินใจลดเงินเดือนตนเองที่มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง 1 ล้านเหรียญต่อปี หรือประมาณ 33 ล้านบาท ลงมาเท่ากับทุกๆ คน ที่ปีละ 70,000 เหรียญ ในบริษัทอีกด้วย

Dan Price ทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร?

คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย จุดเริ่มต้นเกิดจาก การที่แดน เห็นพนักงานของตนเองต้องทำงานหนัก และทำงานพิเศษที่ร้านอาหารหลังเลิกงานต่อเพราะว่าไม่มีรายได้มากพอจะเลี้ยงชีวิตตัวเอง เขาจึงกลับมาดูเงินที่ตัวเองทำได้กว่าล้านเหรียญต่อปี ซึ่งมากกว่าพนักงานของเขาเองเกือบ 40 เท่า เขาจึงเกิดความคิดที่ว่า จะเป็นยังไงถ้าเขาให้ทุกคนได้เงินมากพอที่จะเลี้ยงชีวิตตัวเองได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเขาได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับรายได้และความสุขในชีวิต ที่บอกว่า ความสุขจะเพิ่มขึ้นสูงตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น สำหรับคนรายได้น้อย แต่กลับกันสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงมากๆ ความสุขที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อได้เงินเพิ่ม

ในปี 2015 เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ด้วยการ

“ลดเงินเดือนของตัวเองและปรับฐานเงินเดือนของทุกคนในบริษัทให้เป็น 70,000 เหรียญ ต่อปี (ประมาณ 2 ล้านบาท)”

แม้ว่าในช่วงแรกเขาจะถูกต่อต้านจากพนักงานระดับสูงคนอื่นๆ ที่มีเงินเดือนสูงอยู่แล้ว หรือนักวิเคราะห์ที่บอกว่ารูปแบบธุรกิจนี้ไม่น่าจะไปรอดเพราะต้นทุนสูงเกินไป แต่เขาก็ยังคงนโยบายนี้อย่างแน่วแน่ต่อไป แดนบอกว่า “เงินสำคัญมาก โดยเฉพาะต่อชีวิตของพนักงาน การขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตของพนักงานหลายคนและบางคนถึงขั้นสามารถวางแผนซื้อบ้านได้เลย” และในปีนั้นก็มีใบสมัครงานส่งมาที่บริษัทของเขากว่า 5,000 ใบ พร้อมลูกค้ารายใหม่ๆ อีกกว่า 2,500 แห่ง ติดต่อเข้ามาขอใช้บริการ

หลังจากผ่านมาหลายปีจนปัจจุบัน แดน ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันได้ผล ปัจจุบันบริษัท Gravity Payments โตขึ้นกว่า 70% พนักงานกว่า 200 คน ดูแลยอดชำระเงินด้วยบัตรเครดิตไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี และบริษัทมีรายได้ 150 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 4,950 ล้านบาท

แล้วทำไมการทำแบบนี้ถึงทำให้บริษัทเติบโตได้ดี?

ทั้งๆ ที่บริษัทจ่ายค่าจ้างพนักงานในบางตำแหน่งสูงกว่ามาตรฐานค่าจ้างทั่วไปมาก ได้มีนักวิเคราะห์มองไว้ ดังนี้

1. เมื่อได้รับเงินเดือนเพิ่ม พนักงานไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยอย่างที่หลายๆ คนคาดกันว่าจะใช้เงินซื้อสิ่งของเพื่อปรนเปรอตัวเอง แต่เลือกที่จะเก็บเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทมากขึ้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทนั้นโตขึ้น 2 เท่า

2. เมื่อพนักงานมีเงินมากขึ้นก็ทำให้เช่าที่อยู่ซึ่งใกล้บริษัทมากขึ้น ทำให้เสียเวลาเดินทางน้อยลง ลดความเครียดจากการเดินทาง

3. พนักงานไม่ต้องคอยกังวลคิดว่าจะหางานใหม่ที่ไหน หรือคอยแอบหางานใหม่อยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องเอาเวลาไปทำ 2nd Job นอกเวลางานจนหมดแรง

4. พนักงานมีเงินพอที่จะใช้จ่ายหนี้สินที่มีอยู่ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น

5. จากสิ่งที่เกิดขึ้นด้านบน เมื่อพนักงานมีความเครียดลดลงเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องต่างๆ ทำให้ทุกคนโฟกัสกับงานอย่างเต็มที่ และทุ่มเททำงานให้กับบริษัทเต็ม 100% ซึ่งส่งผลให้มี Productivity ในการทำงานสูงกว่าเดิมมาก

แดนให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ ว่านี่คือวิธีเริ่มต้นธุรกิจแบบ Lean startup คือมองเห็นปัญหา เข้าไปช่วยปรึกษา, แก้ไข และให้เครื่องมือเบื้องต้น พร้อมกับแก้ปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืนจริงๆ จะเห็นว่าประโยชน์ทั้งหมดนี้กลับมาที่บริษัทของเขาเองแม้จะไม่ได้เห็นผลโดยตรงในทันทีแต่ว่ามันค่อยๆ สร้างความมั่นคงและมีความสุขในระยะยาว

ที่สำคัญในช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา แม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากผลของโควิด จากสิ่งที่แดนได้สร้างไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานใน Gravity Payments กว่า 98% เสนอตัวเพื่อลดเงินเดือนตัวเองเพื่อให้บริษัทไปต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แดนรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก และขอบคุณพนักงานทุกคนเช่นกัน

หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เรานึกถึงผู้อื่นกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน หรือ เป็นผู้บริหาร ต่างฝ่ายก็ต้องพึ่งพากันและกัน ถ้าทุกคนช่วยกัน เห็นใจซึ่งกันและกันเราก็จะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน เหมือนที่แดนกับบริษัทของเขากำลังทำอยู่นี่เอง

อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=4ygSJwzJ1tM
https://www.youtube.com/watch?v=4aLmrB_nOJ8
https://www.youtube.com/watch?v=eFYT6gyfSwc
#CareerVisa

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

TikTok กับ Employer Branding : 5 ไอเดียจากเจ้าของแบรนด์ และอีก 4 บริษัทระดับโลก

ชวนมามอง Social media platform ที่มาแรงที่่สุดในตอนนี้อย่าง TikTok ในอีกมุม Employer Branding กันบ้างดีกว่า มองผ่านๆหลายคนอาจคิดว่า TikTok เป็นแค่ของเล่นใหม่ที่ใช้เพื่อเสพย์ความบันเทิงเท่านั้น แต่จริงๆแล้วมันคือพลังทางการตลาดดิจิทัลที่ทรงพลังมากๆ

7 ทักษะการเป็นผู้นำที่ได้จากการท่องเที่ยว สร้าง Competitive Advantage ในธุรกิจให้ผู้นำอเมริกันกว่า 90%

ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากนิยมท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคนที่พูดคนละภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย Brightspark Travel พบว่า 94% ของผู้นำชาวอเมริกัน ต่างเห็นด้วยว่า “การท่องเที่ยวช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ให้แก่พวกเขาในที่ทำงาน” เพราะพวกเขาได้นำทักษะการเป็นผู้นำต่างๆที่ได้เรียนรู้ในระหว่างการท่องเที่ยว มาใช้ในการทำงาน

คนทำงานซื้อคอนโดย่านไหนดี? พาไปดู 9 ย่านธุรกิจในกรุงเทพที่น่าสนใจ

ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน คงไม่มีใครอยากเดินทางรถติดอยู่บนถนนนานๆ หรือทำงานเหนื่อยๆกลับมากว่าจะถึงบ้านก็ผ่านไปหลายขั่วโมง วันนี้เราจะพามาดูย่านธุรกิจ 9 แห่งที่กำลังมาแรง เผื่อใครกำลังย้ายที่อยู่ใหม่ หรือเพิ่งเริ่มทำงานแล้วต้องหาคอนโดเช่าหรือซื้อ จะลงทุนทั้งทีก็ต้องเลือกทำเลที่มีอนาคตจะเติบโตได้อีก เดินทางสะดวก ติดรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ทางด่วน รายล้อมไปด้วย Community Mall หรือคาเฟ่น่ารักๆสำหรับพักใจในวันหยุด ที่สำคัญต้องไม่ไกลเกินไปสำหรับวันทำงาน! มาดูกันเลยยย ย่านสาธร – นราธิวาส ออฟฟิศและโรงแรมมากมายตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ จะเห็นคนทำงานเดินใส่สูทถือกาแฟสตาร์บัคเดินกันทั่วไป ตึกออฟฟิศใหญ่ๆมีทั้งตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์