“Austin Tackaberry” ชายผู้ฝึกตัวเองให้เป็น Software Engineer ใน 9 เดือน

วันนี้เราจะมาดูเรื่องราวของการเปลี่ยนสายงาน โดยที่ไม่ต้องลาออกจากงานเดิม สำหรับใครที่อยากจะเปลี่ยนสายงาน แต่ไม่กล้าที่จะออกจากงานประจำ นี่คือแรงบันดาลใจที่ดีมากสำหรับคุณ

สำหรับคุณ Austin Tackaberry ทำงานเป็นวิศวกรอยู่ แต่เขาก็มีความฝันอยากจะทำ Startup ของตัวเองในซักวันนึง เค้าจึงตัดสินใจว่า ในสาย Software Engineer เนี่ย น่าจะช่วยให้เค้าสร้าง Startup ของตัวเองได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องมีเงินเยอะ เพราะเขียนโปรแกรมเองได้ และงานนี้ก็เป็นงานที่มีความต้องการในตลาดสูง เงินเดือนดีด้วย ซึ่งทำให้เค้าตัดสินใจว่าจะไปเป็น Software Engineering ดีกว่า

แต่จะเริ่มยังไงดีล่ะ หลังจากที่เค้าพยายามอ่านพวก How-to ต่างๆ คุณ Austin ก็พบขึ้นมาหนึ่งอย่างว่า งานในสายนี้ มันไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สเรียนเพื่อจบ Bootcamp นั้นๆ ก็ได้นี่นา แต่ขอให้ฝึกด้วยตัวเอง และมีวินัยในการฝึกฝน

ทีนี้คุณ Austin เลยใช้วิธีตั้งเป้าหมาย เค้าบอกว่า ถ้าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยแล้วเป้าหมายไม่ชัดเจน หรือไม่มีแรงกดดัน มันจะยืดออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เค้าเลยตั้งเป้าโหดๆเลยว่า ‘ภายใน 1 ปี จะต้องหางานในสาย Software Engineering ให้ได้เงินเดือนสูงกว่าเงินเดือนของงานในปัจจุบันที่ได้รับ’

โดย Tackaberry แบ่งเส้นทางไว้เป็น 5 Phase
1. เรียนพื้นฐาน CS (Computer Science) ให้เข้าใจ Concept พื้นฐานทั้งหมดก่อน
2. เรียนคอร์สใน FreeCodeCamp จนสามารถสร้าง Portfolio ในระดับ Full Stack Web app ได้
3. ฝึกฝน Clean up Code ทำให้เรียบร้อย ลองทำการเขียนโค้ดที่ Advance มากขึ้น
4. ฝึกฝนพวกการเขียน Open Source
5. เตรียมตัวเพื่อสัมภาษณ์งาน

เราจะไม่ลงดีเทลทางเทคนิคมาก แต่ให้ดูการแบ่งพาร์ทและวิธีการคิดของเขาละกันนะ โดยเขาได้เล่าให้ฟังถึงแต่ละเดือนตลอดเส้นทางไว้ดังนี้

เดือนที่ 0
Tackaberry อ่านบทความจากใน Google Technical Guide เริ่มด้วยการไปเรียนที่ Udacity เป็นคอร์สออนไลน์สำหรับ Computer Science โดยเฉพาะ โดยเค้าเรียนจบคอร์สภายใน 20 วัน ระหว่างเรียนอยู่ในช่วงนั้นเค้าเลิกอ่าน Social Media FB IG ทั้งหมด และอ่านเฉพาะบทความที่เกี่ยวกับ Computer Science อย่างเดียวเท่านั้น แล้วเคล็ดลับก็คือ เค้าค้นพบว่า มีคอร์สชื่อ Havard CS50 ที่อยู่ใน EdX ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น

เดือนที่ 1
เป็นช่วงที่ Tackaberry เริ่มหัดโค้ดโดยใช้ Ubuntu คือเปลี่ยนระบบ ซึ่งยากมาก และทำให้เค้าแทบคลั่ง แต่เค้าก็ยังโค้ดต่อด้วยการใช้ 100 days challenge คือเขียนโค้ดทุกวันติดกัน และจดรายละเอียดความคืบหน้าทุกอย่าง 100 วัน และในเดือนนี้เองเค้าก็เริ่มไป Coding Meetup ไปเจอกับคนแปลกหน้าที่สนใจเรื่อง Coding เหมือนกัน ซึ่งมันดีมากๆ เพราะว่า มันทำให้เค้าได้เรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ จากคนอื่นๆ ได้เตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ และได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีแต่เนิ่นๆ กับคนที่จะช่วยเราหางานได้ในอนาคตด้วย แอบกระซิบว่า ตลอด 9 เดือนเนี่ยเค้าไป Meetup กว่า 50 ครั้งเลยทีเดียว!

เดือนที่ 2
Tackaberry เรียน YDKJS และ เรียนคอร์สเกี่ยวกับ Front End, React ผ่านทาง FreeCodeCamp ต่อเหมือนเดิม

เดือนที่ 3
เริ่มเรียน React ใน FreeCodeCamp เข้าร่วม CodeClub และ เรียน การทำ Back End ใน FreeCodeCamp

เดือนที่ 4
Tackaberry เรียนจบคอร์ส Back End และในที่สุดก็เขียนโค้ดสร้าง Web App ของตัวเองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก!

เดือนที่ 5
เดือนนี้ Tackaberry ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่เพราะไปเที่ยว ญี่ปุ่น กับ ไทย นี่แหละ ถือเป็นช่วงเวลาพักผ่อน แต่ก็ยังแบ่งเวลามา
สร้างเกมขำๆ ขึ้นมาเป็นเกม ซื้อขายหุ้นแบบง่ายๆ แล้วเอาไปโพสต์ใน Reddit (เหมือนพันทิปไทย) สรุปว่าคนชอบมาก แล้วก็เลยได้เป็นพอร์ตที่ดีเพิ่มอีกงานนึงเลย เป็นการใช้เวลาพักผ่อนได้คุ้มสุดๆ

เดือนที่ 6

Tackaberry ทำโปรเจกต์ส่วนตัวเพิ่มก็คือ Job Hunting สำหรับ Programmer ชื่อ JobSort() ไว้ให้ใช้จ้างงานโปรแกรมเมอร์ที่ถนัดการเขียนโค้ดในภาษาที่นายจ้างอยากได้ ครึ่งเดือนหลังก็เลยไปกินกาแฟกับเพื่อนที่เจอใน Meetup ครั้งแรก และเพื่อนแนะนำให้สมัครงานเลยตอนนี้ ตอนแรกเค้าก็เหวอ ไม่มั่นใจ เพราะว่ามันรู้สึกว่าเร็วไปมากๆ แต่ไปอ่านในเว็บบอร์ดไหนๆ คนก็บอกว่าให้สมัครเลยทันที อย่ารอนาน เค้าก็เลยเริ่มทำ Portfolio ในช่วงปลายเดือน 6 นี่เอง

เดือนที่ 7
เค้าพัฒนา UX ของ JobSort() ที่ทำไว้ให้ดีขึ้น และเริ่มส่ง Resume โดยส่งไป 63 แห่ง ทั้งบริษัทที่ เป็น Software House และ ไม่ใช่ Software House โดยใช้โปรแกรมของตัวเองช่วยหางานให้ด้วย โดยตอนแรกเค้าทำ Resume อันเดียวแล้วร่อนแหลก แต่ตอนหลังเค้าเปลี่ยนเป็นใช้การ personalize แต่ละบริษัทแล้วส่งเมลให้บุคคลในบริษัทนั้นๆ เลย ผลคือ เดือนนั้นได้รับการโทรมาจาก 5 บริษัท (2 แห่งจากบริษัทหางาน และ 3 แห่งเป็น Contract จาก บริษัทเว็บไซต์แห่งหนึ่ง บริษัท Food Analytics Startup ที่เพิ่งถูกซื้อโดยบริษัทใหญ่)

เค้าผ่านจนถูก HR ติดต่อกลับมาได้ แต่ไม่ได้ถูกเชิญไปสัมภาษณ์ แม้จะไม่ได้งาน แต่ก็ได้เรียนรู้ว่า…

Junior ไม่ได้ต้องรู้เยอะ แต่ต้องมี Passion และบริษัทอยากได้คนที่รู้ตัวว่าจะต้องทำอะไรตั้งแต่วันแรกไปที่ถึงที่ทำงาน

เดือนที่ 8
เดือนนี้โหดเอาเรื่องอยู่ เพราะ Tackaberry ต้องทำงานกะกลางคืน 5 โมง ถึง ตี 5 ถึง 6 วันต่อสัปดาห์ ได้รับอีเมลล์จากบริษัทที่ส่งไปเดือนที่แล้วเรียกไปสัมภาษณ์ เค้าไม่ได้เตรียมตัวเยอะ ตอนไปสัมภาษณ์ที่ คือไม่ได้หวังว่าจะได้งานแต่หวังว่าจะได้ประสบการณ์การสัมภาษณ์ที่ดีมากกว่า เพราะเป็นสัมภาษณ์หน้างานครั้งแรก สัมภาษณ์บางคำถามยากๆ ก็ตอบไม่ได้ แต่ก็เอาเหอะ ไม่ได้เรียนมานี่นา

เดือนที่ 9
และแล้ว Tackaberry ก็ได้งานจริงๆ ในตำแหน่ง Software Engineer!!

ถอดบทเรียนจากเรื่องนี้ สำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนสายงาน

  1. หาสิ่งที่ชอบทำ แล้วใช้ให้เกิดประโยชน์ – เช่น ชอบจดบันทึก ก็นำการเขียนมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
  2. เขียนเป้าหมายรายวัน ถ้ามี Deadline ชัดเจน จะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายง่ายกว่า
  3. ไปเจอคนตอนที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ การรู้จักคนช่วยได้มากๆ ไม่มีใครเกลียดเราหรอก อย่างมากก็แค่ไม่คุยด้วย แต่มีคนอยากที่พร้อมช่วยเราอยู่อีกเยอะมาก
  4. ลองทำ Open Source ก่อน ไม่ต้องรอพร้อม การทำงานลง Github ดูน่ากลัวแต่ว่าได้เรียนรู้เยอะมากๆ
  5. ส่งสมัครงานก่อนที่คิดว่าพร้อม ไม่ใช่ส่งแบบบ้าคลั่ง แต่เป็นการทดลองตลาดเฉยๆ ว่าเราใกล้เคียงมาตรฐานที่ตลาดต้องการแล้วหรือยัง

สำหรับใครที่มีไอเดียอยากจะข้ามสาย จะเห็นว่าคำแนะนำของคนในวงการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราก้าวกระโดดในการเปลี่ยนสายได้เลย ถ้าใครมีงานสายไหนที่สนใจหรืออยากต่อยอด CareerVisa พร้อมจะช่วยคุณอยู่เสมอนะ

อ้างอิง https://www.freecodecamp.org/news/how-i-went-from-newbie-to-software-engineer-in-9-months-while-working-full-time-460bd8485847/

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

รวมคำถาม Live Q&A เปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้าหรือเปลี่ยนสายเพื่อทำสิ่งชอบช่วง Covid คุ้มมั้ย ? ทำยังไง ?

ขั้นแรกตัดสินใจเลือกเป้าหมายให้ชัด 3-5 งาน แล้วทำ research ศึกษา Job Description ให้เข้าใจถึง competency ของงาน เข้าลึกถึง insights บริษัท ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ จนสภาพแวดล้อมการทำงาน แอบส่อง candidate profile หน่อยจะได้รู้ว่าคุณแข่งกับใครอยู่

จบปี 2020 หางาน, เรียนต่อ, เปิดธุรกิจ? ตอนที่ 1 : วิเคราะห์โอกาสที่อยู่ในมือเรา

ขั้นแรกตัดสินใจเลือกเป้าหมายให้ชัด 3-5 งาน แล้วทำ research ศึกษา Job Description ให้เข้าใจถึง competency ของงาน เข้าลึกถึง insights บริษัท ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ จนสภาพแวดล้อมการทำงาน แอบส่อง candidate profile หน่อยจะได้รู้ว่าคุณแข่งกับใครอยู่

Upcoming! คุยกับเจ้าของ Pantip.com – Community สายพันธุ์ไทย ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก! เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปทำ Community Builder

พบกับการไลฟ์สดพูดคุยกับ Guest Speaker คนต่อไปของช่วง X Career : ข้ามสายTalk กับ คุณบอย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ Chief Product Officer & Co-Founder ของ Pantip.com ในเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่อง อาชีพ “Community Builder ” อาชีพที่หลายๆคนอาจจะไม่รู้จักว่าทำอะไร และดียังไง เราจะมาไขข้อข้องใจ พร้อมค้นหาคำตอบแบบเจาะลึก ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับอาชีพนี้