7 เทคนิคเลือกที่ฝึกงานแนว Project-Based ให้เวิร์ก ตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Cognitivist

นักศึกษาใกล้จบหลายคนที่กำลังมองหาที่ฝึกงาน โดยเฉพาะแบบProject-Based หรือ Work-Based ที่เชื่อว่าจะได้ลงมือทำและเรียนรู้งานจริงๆ มาดูกันว่ามีเทคนิคยังไงที่จะเลือกบริษัทหรือโปรเจคที่จะได้ทำ กลไลที่ทำให้มันเวิร์กคืออะไรกันแน่?

การจะรู้ว่าเราเหมาะจะฝึกงานที่ไหน หรืองานแบบไหนที่จะได้เรียนรู้มากที่สุด ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า แนวคิดแบบ Project-Based นี้ มีต้นกำเนิดจากทฤษฎีด้านการเรียนรู้ของคน (Learning Theories) ในสายที่เรียกว่า Cognitivism ซึ่งภาษาไทยคือ “พุทธนิยม” สายนี้เชื่อในพลังทางความคิด เน้นปัญญา เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นได้เองในสมองของคนเรา ไม่ได้เกิดจากถูกสิ่งอื่นมาล่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ มันเกิดจากภายในสมอง การสะสมข้อมูล และลิ้งค์ข้อมูลในสมองจนตกผลึกมากกว่า 

ในทางการศึกษาจะรู้ดีกว่า ถ้าพูดถึง Cognitivism จะสอนให้เด็ก “คิดเป็น” เน้นส่งเสริมให้เกิดกระบวนการคิด นิยมสอนนักศึกษาให้เห็นภาพรวมใหญ่ๆ ภาพใหญ่สุดก่อน แล้วค่อยเสนอส่วนย่อยๆ เชื่อว่าแบบนี้ทำให้คนเรียนรู้ได้ดี 


ทฤษฎีนี้ยังเชื่ออีกว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ 

รับรู้ (Perception) คือเราใช้ใช้ประสาทสัมผัสรับสิ่งต่างๆ แล้วส่งช้อมูลเข้าสู่สมอง คิด แปลความหมาย และตอบสนองออกไปเอง

ตกผลึก (Insight) เป็นการค้นพบขุมทรัพย์ความรู้แบบ Aha! Moment “อ๋อ…..มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” อยู่ดีๆก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด ปิ๊งไอเดียออกมา คิดออกว่าจะแก้ปัญหายังไงแบบปุบปับทันที เกิดจากการที่เราเอาเรื่องต่างๆมาคิดรวมๆ และใช้ความฉลาดของเราเองคิดออกมา

ตัวอย่างของสถาบันปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM ของ ซีพี ออลล์ หรือ 7-11 ที่เรารู้จักกันนี่แหละ ซึ่งเชื่อในวิธีการเรียนรู้แบบ Work-Based Learning (WBL) มากๆ เรียกอีกอย่างว่า การเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือ Learning by Doing ไปด้วย ทาง PIM เชื่อว่า นี่จะเป็นแนวทางแก้ปัญหาเด็กจบออกมาแล้วไม่มีงานทำได้ ให้เด็กออกไปทำงานหาประสบการณ์โดยมีแบ็กอัพจากอาจารย์เพื่อทำให้เด็กเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ได้ฟัง ดู อ่านตำรามา หรือทำงานจากที่ไปสัมผัสมา อาจารย์มาสรุปให้ฟัง ตกผลึกความรู้กลับเข้ามาสู่ตัวเราเอง

7 เทคนิคในการดูว่าฝึกงานที่ไหนเราจะได้เรียนรู้มากที่สุด ตามแบบฉบับ Cognitivist

ดูว่าการดีไซน์ Curriculum ตามแบบฉบับของ Cognitivism ต้องดีไซน์ให้มีการเอาประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำมาเชื่อมโยง และจัดเรียงกระบวนการคิดให้ดี เพื่อสอนให้เรา “คิดเป็น” เน้นให้เราค่อยๆสร้างกระบวนการคิด มากกว่าป้อนความรู้ให้ตรงๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคนก็ได้

1) ต้องสอนให้ “คิดเป็น” เน้นการสร้างกระบวนการคิดให้ ซึ่งเราเชื่อว่า กระบวนการคิดเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ปล่อยให้ลองผิดลองถูก เป็นประสบการณ์แล้วกลับมามีหัวหน้าหรือพี่เลี้ยงคนช่วยกันสรุปความคิดอีกที

2) ต้องสอน “ภาพรวม” ก่อนรายละเอียด หางานที่ทำให้มองเห็นภาพทั้งหมด Big Picture แล้วค่อยลงรายละเอียดที่ลึกลงไป จะช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่า

3) ให้ประสบการณ์หลากหลาย แนว Cognitivist จะต้องทำให้คนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายที่สุด เห็นโลกเยอะๆ เพื่อให้สามารถคิดแก้ปัญหา คิดริเริ่ม และตกผลึกความรู้ได้มากขึ้น อย่างเช่นงานในลักษณะ Management Trainee ที่ทำให้เรามีโอกาสเห็นงานในหลายๆฟังก์ชั่น ก่อนที่จะเลือกว่าอยากจะลงลึกในด้านไหน

4) เชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้ากับประสบการณ์ โปรเจค หรือประสบการณ์ที่บริษัทจัดเตรียมไว้ให้ ต้องสัมพันธ์กับแบคกราวของเรา จะทำให้เราเรียนรู้ได้ง่ายและเร็วขึ้น

5) ช่วยจัดระเบียบความคิด ในที่นี้หมายถึงการจัดหมวดหมู่งานต่างๆที่เหมือนกัน หรือคล้ายๆกันไว้ในกลุ่มเดียวกันให้เรา ไม่สะเปะสะปะ

6) ไม่จำเป็นต้องป้อนความรู้ทุกอย่างให้ หัวหน้าหรือพี่เลี้ยงควรสอนเฉพาะเนื้อหาบางส่วน แล้วเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ประสบการณ์เดิมมาเติมให้สมบูรณ์ได้เอง คิดเองได้

7) จัดเนื้องานให้มีความต่อเนื่องกัน จะช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ได้ดี และรวดเร็วกว่าเดิม เรียง 1,2,3,4 ไม่ใช่ 1,2 แล้วกระโดดไป 8 แล้วกลับมา 3,4 ต้องเรียงตามลำดับขั้นหรือสเตปของงาน 

ตัวอย่างจริงจากโครงการ Founder Apprentice

โครงการ Founder Apprentice ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เรียกตัวเองว่าเป็นโครงการฝึกงานที่จะช่วยพัฒนาอนาคตของเยาวชน Innovator ที่อยากเป็น Entrepreneur (ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ) Intraprenuer (ผู้ประกอบการภายในองค์กร) หรือหาทางสร้าง Innovative career อาชีพในโลกนวัตกรรม ที่ไม่ใช่แค่โครงการฝึกงาน แต่เป็นโครงการที่เชื่อว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงต้องอาศัยกลุ่มคนที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับคุณได้

แรกเริ่มทีมงานจะเฟ้นหา Project จริงๆในบริษัทกันก่อน เพื่อให้แน่ใจว่างานที่จะได้เข้าไปทำนั้นมีระบบ เรียกว่า Structured Project ที่เหมาะกับการเรียนรู้จริงๆ จากนั้นจะมี Workshop 4-7 วันที่ได้ลงมือทำจริงสลับกับการสรุปความรู้ จากนั้นเริ่มเข้าไปฝึกงานเป็น Project-Based ในบริษัทจริงๆในธุรกิจ Innovation และ Startup ชั้นนำของประเทศไทยมากกว่า 40 แห่ง

จากนั้นนำประสบการณ์ที่ได้สัมผัส มาพูดคุยกับโค้ชแบบตัวต่อตัว เพื่อให้เกิด Insight ในการทำงาน ฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากคนทำงานจริงในวงการนั้นๆ แบบใกล้ชิด และในวันสุดท้ายของโครงการหลังผ่านไป 2-3 เดือน ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ นำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ที่ตกผลึกมาแล้ว พร้อมๆกับผลงานของตัวเอง ดูวิดีโอตัวอย่างเส้นทางการเรียนรู้ได้ที่นี่

การมองหาที่ฝึกงานที่เราจะได้พัฒนาตัวเองแบบ Project-Based ไม่ใช่แค่โยนงานให้แล้วจบ บริษัทต้องมีกระบวนการที่ช่วยจัดระบบความคิด มีโปรเจคที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างดี รวมถึงการสนับสนุนต่างๆอีกหลายองค์ประกอบ ซึ่งมีไม่มากในตลาดงาน แต่หากเราสามารถฝ่าฟันและสมัครเข้าไปได้แล้วก็จะสามารถพัฒนาตัวเองได้แบบก้าวกระโดด เพราะทฤษฎีนี้เชื่อว่าการสอนให้เรา “คิดเป็น” สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด

Content Editor : Wasuthorn Harnnapachewin

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

7 เทคนิค พัฒนาคนแบบ Project-Based ทำยังไงให้เวิร์ก ด้วยทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Cognitivism

หลายบริษัทนำรูปแบบการพัฒนาคนในรูปแบบ Project-Based หรือ Work-Based มาใช้กันมากขึ้น โดยเชื่อว่า จะทำให้คนพัฒนาได้จากการได้ลงมือทำโปรเจคจริงๆ มาดู 7 เทคนิคการออกแบบการเรียนรู้สำหรับ Cognitivist