[Disney] 3 บทเรียนที่ผู้นำควรรู้ จาก Bob Iger กับการสร้าง Cult of nice ในที่ทำงาน

  • ตั้งเป้าหมายไม่เกิน 3-5 ข้อที่มีความชัดเจน และเฉพาะเจาะจงพอที่จะวัดผลได้ แต่ยังเปิดกว้างพอให้ยืดหยุ่น ทดลอง และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
  • กล้าตั้งเป้าหมายและทำมันให้สำเร็จอย่างบ้าบิ่น ให้นานพอที่จะคืบหน้า แต่ไม่มากเกินไปจนเป้าหมายเลือนรางลง
  • ทลายกำแพงของผู้บริหารที่เต็มไปด้วยอีโก้ ให้พนักงานมีความรู้สึกกระตือรือล้นและสนุกสนานไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลง มากกว่ากดดันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

กว่า 15 ปีที่ Bob Iger ก้าวขึ้นมาเป็น CEO คนที่ 6 ของ The Walt Disney Company เป็นอีกหนึ่งตำนานในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กร และปรับเปลี่ยนแบรนด์ Disney ให้กลับมามีพลังอีกครั้ง หลังจากเขาก้าวลงจากการเป็น CEO ลง

CareerVisa จึงอยากนำ 3 บทเรียน สำหรับแนวทางการเป็นผู้นำของ Iger ที่นำไปปรับใช้กับตนเองได้ มาเล่าสู่กันฟัง

บทเรียนที่ 1 : สร้างเป้าหมายอันแน่วแน่ร่วมกัน

เวลา Iger กำหนดเป้าหมาย เขาจะมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน รัดกุม ครอบคลุม และน่าตื่นเต้น

โดยเสาหลัก 3 ประการในการพัฒนาสินค้าและบริการของดิสนีย์ ได้แก่

  • การสร้างคุณภาพของเนื้อหาให้ดีเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม
  • การผลิตที่ทุ่มทุนกับเทคโนโลยีขั้นสูง
  • การมุ่งสู่ความเติบโตในระดับโลก

ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่สมาชิกในองค์กรทุกคนจำได้ขึ้นใจและพร้อมที่จะมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ด้วยกัน

สิ่งจำเป็นคือการตั้งเป้าหมายไม่เกิน 3-5 ข้อที่มีความชัดเจน และเฉพาะเจาะจงพอที่จะสามารถตรวจสอบวัดผลได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดกว้างพอในการเปิดโอกาสให้พนักงานได้ยืดหยุ่น ทดลอง และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

บทเรียนที่ 2 : ลุยงานแบบสุดเหวี่ยง ไปไหนไปกัน

กลยุทธ์ที่เขาตั้งไว้ไม่เป็นแค่การวาดฝันสวยหรูเท่านั้น สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับ Iger คือการทำให้มันเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปจีนด้วยตนเองมากกว่า 40 ครั้ง ขณะที่เขาวางแผนการพัฒนาโปรเจค Disneyland Shanghai มูลค่ากว่า 6 พันล้านเหรียญ หรือการเข้ารวบกิจการของค่ายหนังยักษ์ใหญ่หลายเจ้าอย่าง Pixar, Marvel และ Lucasfilm ซึ่งเขาไม่ได้คิดว่ามันเหนือบ่ากว่าแรงไปกว่าที่คาดการณ์ เพราะเขากล้าที่จะตั้งเป้าหมายและทำมันให้สำเร็จอย่างบ้าบิ่นนั่นเอง

นอกจากนี้ Iger ให้ความสำคัญกับการกำหนดระยะเวลาในการทำงานและติดตามผล ซึ่งต้องเป็นเวลานานพอที่จะทำให้เกิดความคืบหน้าแต่ก็ไม่ให้ใช้เวลามากเกินไปจนเป้าหมายที่ตั้งไว้เลือนรางลง

บทเรียนที่ 3 ลงทุนกับผู้คนรอบๆ ตัว

New York Times ได้ขนานนาม Iger ว่าเป็นผู้สร้าง Cult of nice หรือวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างสรรค์ เขาได้ทลายกำแพงของผู้บริหารที่เต็มไปด้วยอีโก้ ลดช่องว่างระหว่างผู้บริหารและพนักงาน โดยได้สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้สึกกระตือรือล้นและสนุกสนานไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลง มากกว่าที่จะกดดันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

เห็นได้ชัดจากพนักงานของดิสนีย์ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมและด้วยความเคารพอย่างเสมอนั้นสามารถแสดงศักยภาพได้ดีเยี่ยม หรือแม้แต่พนังงานจากบริษัทอื่นที่เขาเข้าซื้อกิจการเข้ามาภายหลังก็ได้รับการดูแลและได้รับโอกาสในการเติบโตตามความสามารถอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้เพราะ Iger เชื่อว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเขาคือบุคลากรในองค์กรนั่นเอง

ปีที่ผ่านมาดิสนีย์ผลิตภาพยนตร์มูลค่ากว่าสี่พันล้านเหรียญ เปิดตัว Disney+, Baby Yoda และสถานที่ท่องเที่ยวในเครือทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นผลลัพธ์ความสำเร็จที่สามารถเห็นอย่างเป็นรูปธรรมของ Iger หลังจากนี้จึงเป็นที่น่าสนใจว่าการเดินทางของดิสนีย์ที่ปราศจาก CEO ผู้นี้ จะเป็นไปในทิศทางใดต่อจากนี้

Inspired by

https://www.inc.com/…/bob-iger-has-stepped-down-as-disney-c…
Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

เรียนรู้ 7 นิสัยรวย ที่นอกจากเงินแล้ว มหาเศรษฐียังมีมากกว่าคนทั่วไป

ทำไมคนบางคนถึงรวยกว่าคนอื่น? คำถามสุดคลาสสิกที่ใครๆก็อยากรู้ วันนี้เราจะพามาดูเบื้องหลังของคนรวยว่าเขามีนิสัยที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปยังไงบ้าง

ผู้นำที่อ่อนโยนไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ บทเรียนจาก Brene Brown

การเป็นผู้นำในภาพที่ทุกคนจำติดตา มักจะเป็นภาพของคนที่ขึงขัง ตัดสินใจฉับไว แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีอย่างรวดเร็ว และเด็ดขาด คำถามคือผู้นำที่อ่อนโยน ยอมรับจุดอ่อนของตัวเองนั้นเป็นผู้นำบ้างไม่ได้เหรอ?

ทำไม Introvert ถึงเป็นผู้นำที่รับมือในช่วงวิกฤตได้ดี?

แน่นอนว่าการเป็น Introvert ที่พูดไม่เก่ง ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในวิกฤตแบบนี้ คุณสมบัติของการรับฟังผู้อื่นอย่างถี่ถ้วน และมองให้เห็นปัญหาที่แท้จริง เป็นสิ่งสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ ใครที่เป็น Introvert ก็ขอให้มั่นใจว่าคุณเป็นผู้นำที่ดีได้เช่นกันนะ