เรายังเลือกงานได้อยู่มั๊ย? ในยุคที่คนว่างงานสูงถึง 3.3 ล้านคน

งานหายาก ธุรกิจปิดตัว คนทำงานโดนเลย์ออฟ แล้วเรายังมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง? เป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสัย โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเรียนจบ หรือคิดอยากเปลี่ยนงานในช่วงนี้แต่ก็ยังไม่กล้า เพราะคิดว่าเราไม่ใช่เวลาที่ดีในการ ‘เลือกงาน’

ไตรมาสแรกของปีนี้ประเดิมด้วยตัวเลขคนที่เสี่ยงตกงานสูงถึง 8.4 ล้านคน และยังมีการคาดการณ์ว่าในไตรมาสต่อไปจะสูงขึ้น แต่ปลายปีจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการรักษาความปลอดภัยด้านสุขภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ทำให้งานบางอย่างต้องหยุดลง เช่น งานในโรงงานที่แออัด ห้างสรรพสินค้า โรงแรม งานอีเว้นท์ ฯลฯ ในขณะที่เศรษฐกิจและธุรกิจก็มีลูกค้าและรายได้น้อยลงจนต้องปิดตัวมากมาย

หลายบริษัทหยุดการจ้างงานในตำแหน่งที่ยังรอได้ แปลว่า ยังไม่จ้างธุรกิจยังไปต่อได้ ไม่ชะงัก แต่อาจจะไม่ได้โตขึ้นแค่นั้น ที่เห็นก็มีตั้งแต่ตำแหน่งพนักงานระดับล่าง จนถึงระดับบริหารในบางสายงาน ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งอย่าง management trainee ที่เดิมเป็นที่รวมคนเก่งๆที่จะปั้นให้เป็นผู้จัดการตั้งแต่อายุน้อย หวังว่าจะเริ่มงานแรกแล้วได้เงินเดือนหลักแสน ก็มีที่โดนลอยแพกลางทางซะงั้น

บางคนส่งเรซูเม่ไปเป็นสิบบริษัทแล้วก็เงียบ ไม่รู้ว่ายังเปิดอยู่ หรือไม่รับ หรือยังไง? เริ่มรู้สึกเฟลไม่รู้จะทำยังไงต่อดี

แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเรายังมี ‘ทางเลือก’ อะไรบ้างให้ชีวิต?

ถ้าคิดดีๆ คนเราย่อมมีทางเลือกทั้งนั้น ดังนั้นวันนี้เราจะชวนมาคิดทางรอดของคนทำงานในยุคโควิด-19 นี้ ทำอะไรดีให้ผ่านพ้นไปแบบไม่เสียเวลาเปล่า แถมบางคนยังสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงนี้ได้อีกด้วย

ทางเลือกที่ 1 : หางานประจำ (Full-time job)

การหางานประจำในช่วงนี้ต้องบอกว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ มีทั้งเงียบ ทั้งเซ็นต์สัญญาแล้วโดนยกเลิก หรือแม้กระทั่งทดลองงานอยู่ก็ไม่ผ่านทดลองงานซะงั้นทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ดังนั้น การเลือกสายงานและบริษัทที่มั่นคงในยุคโควิดเป็นเรื่องสำคัญมาก ก ไก่ล้านตัว เพราะกว่าเราจะได้งานที่นึง เราเสียเวลาในการหาข้อมูล ส่งใบสมัคร ไปสัมภาษณ์งาน และเตรียมตัวไปทำงานในแต่ละวัน หากอยู่ๆต้องโดนลอยแพ ก็ Game Over เสียเวลาเปล่าต้องกลับมาเริ่มใหม่ที่จุดเริ่มต้น

คำว่ามั่นคง ในยุคโควิด 19 นี้ แปลว่า สายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตโควิดหรือไม่ ส่วนธุรกิจที่มั่นคงก็คือธุรกิจที่ถ้าเกิดเหตุซ้ำจะไม่ต้องปิดตัวเป็นลำดับแรกๆ

แต่การจะได้งานนั้น ไม่ง่าย เพราะทุกคนก็คิดแบบนี้ ดังนั้นเราต้องตั้งใจสมัครงาน ห้ามหว่านเรซูเม่ ทำมาฉบับเดียวแล้วส่งเหมือนกันทุกที่ แบบนี้เป็นการลดโอกาสตัวเองชัดๆ

เทคนิคการสมัครงานประจำในช่วงโควิด-19

1. ห้ามหว่านเรซูเม่ และห้าม copy เรซูเม่จากเพื่อน ถ้าเราอยากได้งานจริงๆก็ต้องทำให้ใบสมัครของตัวเองแตกต่างจากคู่แข่งอีกเป็นร้อยเป็นพัน ต้องตั้งใจเขียนให้เจาะจงกับตำแหน่งงานและบริษัทที่กำลังสมัคร อยากเปลี่ยนงาน ? ก่อนออกแบบ Resume เตรียม 4 ข้อนี้แล้วรึยัง !

2. อย่าปิดโอกาสตัวเองจากประกาศงานอย่างเดียว บางตำแหน่งระบุว่าประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป แต่ถ้าเรามีประสบการณ์หรือคุณสมบัติอื่นๆที่คิดว่าจะทำงานนี้ได้ ก็ควรลองสมัครไป อย่าลืม! บรรยายสรรพคุณตัวเองใน cover letter หรือ summary statement ไปด้วย ตัวอย่าง Summary Statement ที่ทำให้ resume ตอบโจทย์ HR ภายใน 6 วินาที

3. ไม่ต้องสมัครงานที่เราไม่สนใจแน่ๆ เมื่อเราส่งเรซูเม่ไปสมัครงานที่ไม่เหมาะสมกับเราแน่ๆ ทำให้เราเสียชื่อ เราเสียกำลังใจเมื่อไม่ได้รับการติดต่อกลับ หรือไปสัมภาษณ์จนขั้นสุดท้ายแล้วเราบอกไม่ไปทำงานก็จะเสียเวลากันทุกฝ่าย

4. ติดตามผลการสมัครอย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้คนสมัครงานจำนวนมาก บางทีฝ่ายบุคคลอาจจะตกหล่นเราไปจึงเป็นหน้าที่ของเราทีจะต้องติดตามการสมัครและผลการสมัครงานอย่างใกล้ชิด ทางอีเมล หรือทางโทรศัพท์ทุกสัปดาห์ หรือสอบถามช่วงเวลาที่น่าจะได้รับคำตอบให้ชัดเจน

ทางเลือกที่ 2 : รับงานฟรีแลนซ์ (Part-time / freelance job)

ไหนๆช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรมั่นคงอยู่แล้ว ทำงานประจำยังโดนตัดเงินเดือนหรือเลิกจ้างได้ งั้นก็รับงานฟรีแลนซ์ไปเลย ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย มีอิสระมากกว่าด้วย รวมถึงอาจจะเป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเองแบบติดสปีดได้อีกด้วย ข้อดีของงานฟรีแลนซ์คือเรามักจะได้เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะจ้างงานกันเป็น job เป็นโปรเจคไป จะชัดเจนกว่าการเป็นพนักงานประจำอีก

ใช้เวลาช่วงนี้สะสม portfolio หรือผลงาน บางทีปีหน้าเราอาจช่วยให้เราสมัครงานประจำในตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ แหล่งหางานก็มีมากมาย เช่น fastwork.co , Daywork , เด็กฝึกงาน

แล้วอย่าลืมสร้างพื้นที่เก็บ portfolio ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขียน Medium หรือสร้าง LinkedIn วิธีหางานแบบใหม่ ! ของคนจบใหม่ ใช้ LinkedIn สร้าง Personal Brand ใน 4 Step

หากอยากย้ายสายงาน โดยที่ไม่ได้จบตรงสาย ไม่มีทักษะหรือประสบการณ์เลย
แนะนำให้ลองหาที่ฝึกงานก่อน โดยอาจไม่ได้รับเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าอีกสามเดือนต่อมา เราจะมีโอกาสสูงมากที่จะได้ทั้งตำแหน่งงานและเงินเดือนที่หายไป เป็นการอัพเกรดตัวเองอย่างเร็วในช่วงที่อาจจะยังหางานประจำไม่ได้

ทางเลือกที่ 3 : เรียนต่อ / เรียนออนไลน์

ช่วงที่ยังหางานไม่ได้ หรือรอเปลี่ยนงาน ลองใช้เวลาว่างในการเรียนออนไลน์ หรือคิดเรื่องเรียนต่อไปก่อน แนะนำว่าให้ถามตัวเองก่อนว่า ในอนาคตอยากทำอะไร หรือถ้าไม่มีวิกฤตโควิดเราจะทำงานอะไร แล้วทำไมต้องเรียนในช่วงนี้ ถ้าไม่เรียนจะเป็นยังไง ไม่ใช่เสียเวลาไปเรียนเปล่าๆแล้วสุดท้ายไม่ได้ใช้ ถ้าว่างและรวยมากก็ทำแบบนั้นได้แหละ แต่จริงๆเราก็ควรมีเป้าหมายก่อนไง

ทิศทางของธุรกิจก็สำคัญแบบที่เกริ่นไปตอนแรก สายงานไหนที่เมื่อเราเรียนจบมาแล้วยังมีงานให้ทำต่อ เราต้องดูธุรกิจที่จะมีการเติบโตสูงในบ้านเรา บวกกับเทรนด์เรื่องภาวะโลกร้อน สังคมผู้สูงอายุ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและ A.I.

7 ธุรกิจและสายงานที่จะเติบโตขึ้น
1) Care Giver Industry
2) Smart Innovator
3) Smart Tourism
4) Food for the Future
5) Digital Data
5) Robotic/Ai
6) Smart Farming
7) Creative Content

แต่ถ้าใครอยากสวนกระแส! “เลือกงานที่คนอื่นทำไม่เป็น” ก็ไม่ผิดที่จะเลือกทำ คุณแค่ต้องมั่นใจว่าคุณเก่งพอที่จะทำงานนั้นจนเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่ทำได้ในประเทศไทย มี passion พอที่จะทำต่อจนจบถึงแม้สวนทางกับคนทั้งโลก และมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นมีคุณค่าและมีคนต้องการ

เลือกอัพสกิลที่เป็น Transferable skill หรือทักษะที่สามารถพลิกแพลงไปทำงานอื่นได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็น soft skills เช่น การวางแผน การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา หรือจะ…

เลือกอัพสกิลทางเทคนิค โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เช่น Digital Marketing, SEO, Coding, Graphic Design ฯลฯ ก็มีคอร์สออนไลน์มากมายที่เปิดสอนทั้งฟรีและไม่ฟรี

ทางที่ดีควรเรียนควบคู่ไปกับการทำโปรเจคจริง สามารถทำเองเป็นโปรเจคทดลองเพื่อเก็บประวัติผลงาน หรือสมัครฝึกงานและเรียนเองควบคู่ไปด้วยก็ได้

ทางเลือกที่ 4 : เปิดธุรกิจตัวเองจับโอกาสที่หายาก

ถ้าคุณมีต้นทุนมากพอที่จะเสี่ยง หรือไม่ได้มีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบมากมาย การเปิดธุรกิจใหม่สวนกระแสก็อาจะเป็นทางเลือกของคนชอบเสี่ยง โดยสามารถศึกษากิจกรรม หรือ หนังสือ เพื่อจะเข้าใจ Lean Startup Process แล้วลงมือทำควบคู่กันไป หรือจะเข้าไปฝึกงานกับเจ้าของกิจการ เรียนรู้จาก Founder โดยตรง ก็ลองดูโครงการ Founder Apprentice ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติก็ได้ เรียนรู้วิธีการสร้างธุรกิจจาก Startup แถวหน้าของไทย

หากต้องการเงินทุน ลองหาแหล่งทุนจาก Startup Youth Startup Fund หรือ https://www.facebook.com/startupThailandContest/ ก็ได้

ทางเลือกที่ 5 : เปลี่ยนการอยู่บ้านเฉยๆให้เป็น Gap Year ที่มีคุณค่า

ลองทำอะไรที่ช่วงเวลาปกติจะไม่ได้ลองมั้ย? หลายคนเคยใฝ่ฝันไว้ว่าเรียนจบแล้วอยากจะ take gap year หรือการพักผ่อน อยู่กับตัวเอง หรือทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเหมือนที่เห็นในหนังต่างประเทศบ้าง แต่ไม่เคยมีเวลา ช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการค้นหาตัวเอง ได้ใช้เวลาทำสิ่งที่อยากทำ ที่พอปีนี้ผ่านพ้นไปเราจะไม่มีเวลาว่างทำมันอีกแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเบรกและได้อยู่กับตัวเอง ทำสิ่งที่มีค่ากับจิตใจของเราบ้าง

มีคำถามเรื่องอาชีพปรึกษาด่วน คลิกที่นี่ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน แต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ปรึกษาคนอื่นมาแล้วอย่าลืมปรึกษาตัวเองด้วย

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

7 เทคนิคเรียกเงินเดือนสูงๆ ต้องรู้มูลค่าตัวเองในงาน และเวลาไหนควรพูด

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เรายังทำงานเท่าเดิมหรืออาจจะหนักขึ้นอีก จะมีวิธีคุยเรื่องเงินเดือนเมื่อสมัครงานได้ยังไงบ้าง หลายคนที่กำลังหางานใหม่ในตำแหน่งระดับผู้จัดการขึ้นไปที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น หรือบางคนเพิ่งเรียนจบแต่ก็อยากได้ตำแหน่งสูงๆเงินเดือนสูงๆ ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาในเพจของเรามากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการต่อรองเงินเดือนในสถานการณ์แบบนี้

Job Cluster แนวคิดสำหรับคนอยากเปลี่ยนสายงาน ที่ทำให้คุณไม่ต้องโฟกัสแค่ชื่อตำแหน่งอีกต่อไป

Job Cluster กลุ่มงานที่มีทักษะใกล้เคียงกัน เปลี่ยนสายงานไปทำได้ง่าย อีกหน่อยในอนาคตในตลาดแรงงานจะไม่ได้มองว่า “คุณทำตำแหน่งอะไร” แต่มองว่า “คุณมีทักษะอะไรบ้าง” เปรียบเหมือนอาหาร ถ้าเราเป็นอาหารจานหนึ่ง เรามีส่วนประกอบอะไรบ้างที่พร้อมจะไปเป็นเมนูอื่นต่อ

เมื่อวันหนึ่ง ฉันอาจไม่ได้ไปต่อตั้งหลักยังไงหากวันหนึ่งคุณถูกเลิกจ้าง

การที่เราสูญเสียงาน หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นความล้มเหลวของชีวิต เพราะการว่างงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงความมั่นคงในชีวิต ครอบครัว คุณภาพชีวิต และสำคัญที่สุดคือสุขภาพจิตใจ วันนี้เราจึงนำคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Consulting ระดับโลกหลายแห่งมาแบ่งปันให้ฟัง ว่าคนที่เพิ่งถูกเลิกจ้างจะมีวิธีตั้งหลักยังไงเมื่อสูญเสียงาน มาดูกันเลยดีกว่า