เมื่อ Startup ไทยผนึกกำลังกับ Corporate ใหญ่ จะต่อกรกับ Unicorn ได้หรือไม่?

ธุรกิจ Online Food Delivery กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤต

เมื่อพูดถึงบริการฟู้ด เดลิเวอรี (Food Delivery) ทุกคนอาจจะคุ้นชื่อ Grab, GET หรือ foodpanda ธุรกิจประเภทนี้เข้ามาในไทยนานแล้ว นับว่ามีแนวโน้มการเติบโตสูงมาก ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า บริษัทที่ทำในเรื่องของ Food Delivery ไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ GET ในปี 2019 นั้น มีรายได้เติบโตขึ้น 14% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวม มูลค่ายอดขายจริงของร้านอาหารแต่ละร้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วง Covid Food Delivery เติบโตอย่างก้าวกระโดด โตขึ้นมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ สะท้อนจากข้อมูล “Google Trend” ของคำค้นหา e-Commerce และ Logistic รวมถึงคำค้นหาด้าน Parcel Delivery และ Online Food Delivery 

  

ที่มา Bank of Thailand

ตลาด Food Delivery กำลังขยายตัว และในยุค New Normal ซึ่งร้านอาหารต้องจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการที่ร้าน ทำให้ Delivery ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดมีการประมาณการว่าร้านอาหารจะเข้าสู่ตลาด Food Delivery มากขึ้น เห็นได้จาก ผลสำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์จาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)  เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  พบว่า ผู้ใช้งานกลุ่มอายุ 19-38 ปี (Gen Y) มีการใช้บริการ Online Food Delivery มากที่สุดถึง 51.09%  รองลงมาคือกลุ่ม อายุ 39-54 (Gen X) ปี จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ธุรกิจร้านอาหาร จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เท่าทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ ที่มา : prachachat.net

ท่ามกลางโอกาสในการถอนทุน จากการลงทุนมหาศาลที่เหล่า Food Delivery Unicorns ลดแลกแจกแถมไปมากมาย SCB  เริ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Robinhood’ ด้วยงบลงทุนราว 100 ล้านบาท  ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ทั้งผู้บริโภค เพราะเล็งเห็นปัญหาที่ร้านอาหารหรือธุรกิจอาหารได้แบกรับ โดยยึดเอาประโยชน์ของธุรกิจร้านอาหาร และสังคมเป็นหลัก หัวใจสำคัญของการพัฒนาแพลตฟอร์ม Robinhood ได้แก่

  • ไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านอาหาร
  • ร้านอาหารร้านค้า สามารถสมัครเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มได้ฟรี
  • ร้านอาหารได้รับเงินเร็วภายใน 1 ชั่วโมงนับตั้งแต่เกิดการทำธุรกรรม 
  • ในอนาคตร้านอาหารขนาดเล็ก มีโอกาสที่จะเข้าถึงสินเชื่อ ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

Startup ไทย ที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวในการขนส่งอาหาร ก็คือ SKOOTAR แมสเซ็นเจอร์มือโปร ที่เคยระดมทุนระดับ Pre-Series A และมี Messenger กว่า 10,000 คน CareerVisa จึงชวน ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล (โก้) ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ SKOOTAR มาพูดคุยถึงเรื่องนี้กัน

ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล (โก้) Co-Founder & CEO SKOOTAR

Q: Skootar เป็น Startup ไทยเจ้าแรกที่เป็น Partner กับ SCB ช่วยอธิบายว่าเราเป็น Start up แล้วเข้าไป Join Commercial Bank ที่ทำโปรเจคใหญ่ๆ มีงบปีละ 100 ล้านได้อย่างไร ช่วยเล่าที่มาที่ไปให้ฟังหน่อย

คุณโก้ : เป็นความโชคดีของเราอยู่แล้วที่มีการทำ Marketing Campaign ร่วมกับ SCB เป็นระยะๆมาตลอด ซึ่งในระยะแรกจะเป็นการช่วยหาลูกค้าในกลุ่ม SMEs ที่ต้องการใช้ Messenger ซึ่งเรามีการทำโปรโมชั่นร่วมกันอยู่เรื่อยๆ และตามที่คุณอาทิตย์ นันทวิทยา CEO ของ SCB  เคยให้ข่าวไว้ว่า ในช่วง Covid ทุกคนอยู่บ้านกันเยอะ เรื่องของการสั่งอาหารกลายเป็นสังคมขึ้นมาทาง SCB เลยติดต่อเรามา เพราะมีภาพว่าอยากจะทำแพลตฟอร์ม Food Delivery ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้สังคม ร้านอาหาร และตัวลูกค้าเอง ในลักษณะไม่เก็บค่าดำเนินการ GP (Gross Profit)  และอยากให้ Operate ร่วมกันกับคนไทย เราจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้ ซึ่งโปรเจคนี้เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่เดือน ในช่วงที่คนกำลัง Work from home กันนี่เอง ซึ่ง SCB คงเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ทางเลือกที่น่าจะเริ่มได้เร็วและดีที่สุดคือเริ่มกับ SKOOTAR

Q : ทำอย่างไรถึงได้รับเลือก?

คุณโก้ :  ก็ช่วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางเราและเขาก็เข้าใจกัน  ในธุรกิจ Food Delivery  มี 4 Party ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ได้แก่ ลูกค้า ร้านอาหาร แพลตฟอร์ม และคนขับ ซึ่ง Vision ในโปรเจคนี้ของ SCB คือ อย่างน้อยตัวแพลตฟอร์ม จะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย เช่น ค่าดำเนินการ (Gross Profit)  ค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วม เป็นต้น และต้องให้ผลตอบแทนอย่างเหมาะสมกับอีกสามปาร์ตี้ที่เหลือ เช่น ลูกค้าที่เป็นคนทานก็จะได้ราคาค่าอาหาร และค่าส่งที่เป็นธรรม มาตรฐานค่าส่งของผู้ขับก็จะได้ในเรทที่โอเค ร้านอาหารก็ได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลดปริมาณอาหาร หรือขึ้นราคาให้สูงกว่าหน้าร้าน

Q : ปัจจุบัน SKOOTAR มีคนขับอยู่ประมาณกี่คน

คุณโก้ :   มีประมาณ 10,000 คน แต่เรื่องจำนวนคนขับไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวรับมือก็คือ หากโปรเจคไปได้ดีเราจะสเกลอย่างไรให้ทัน ทีมเรากำลังเตรียมแผน ซึ่งคิดว่าสามารถรองรับได้ เนื่องจากลักษณะของธุรกิจเราเป็นแบบ On-Demand Delivery เราจึงต้อง Balance ทั้งสองฝั่ง ทั้ง Demand และ Supply ซึ่งปัญหาไม่ใช่เรื่อง Supply ของคนขับ แต่จะเป็นทางฝั่ง Demand ที่จะเกิดก่อน และเกิดยากกว่า

Q :  SKOOTAR มีบริการอยู่ในจังหวัดใดบ้าง

คุณโก้ : บริการเราอยู่ในเขตของกรุงเทพปริมณฑล  ซึ่งในส่วนของโปรเจคเฟสแรกจะยังเป็นในเขตกรุงเทพปริมณฑลก่อน ส่วนในอนาคตก็ต้องว่ากันอีกทีว่าจะมีขยับขยายไปต่างจังหวัดหรือไม่

Q : เห็นมี Case ที่คนขับรับ-ส่งของให้หลายเจ้า ทำให้ขณะนี้จำนวนคนขับจำกัดรึเปล่า และ SKOOTAR จะรับมือกับประเด็นนี้ยังไง

คุณโก้ : จริงๆ คิดว่าในภาพรวมไม่ได้เป็นลักษณะนั้น แต่น่าจะเป็นเพราะ

  1. คนขับอยากจะทดลองว่าเค้าถูกโฉลกกับแพลตฟอร์มนั้นมั้ย 
  2. การที่เค้าใช้หลายแพลตฟอร์มน่าจะเป็นเพราะในแต่ละช่วงจะเกิด Over Supply ขึ้นในแต่ละแพลตฟอร์ม ทำให้ต้องหาทางเลือกที่หลากหลายให้ตนเอง

Q : แบบนี้แสดงว่าผู้ขับจะไม่มี Loyalty กับเรารึเปล่า เราจะจัดการปัญหานี้ยังไง

คุณโก้ : ถ้าเรามี Demand ทำตลาดไปได้ดี ผู้บริโภคมองว่าโปรเจคเราเป็นทางเลือกนึง ทำให้เค้าเลือกที่จะใช้บริการกับเรา เมื่อมีค่าอาหาร ค่าขนส่ง ก็คิดว่าเรามี Volume พอที่จะดึงดูดคนขับได้อยู่แล้ว   หลายๆเจ้ามี Market Rate ที่ไม่ได้โดดกันมาก หากเรา Balance ตรงนี้ได้ดี มีงานที่ดึงดูดที่ทำให้เค้าเข้ามา เค้าก็จะเข้ามาเอง

Q : SKOOTAR จะ Balance ยังไงกับส่งเอกสารปกติกับการส่งอาหาร

คุณโก้ : เราวิเคราะห์ Demand ของงานแต่ละประเภทตลอด  เพื่อให้สามารถจัดแบ่งซับพลายคนขับให้เหมาะกับงานทุกประเภท

Q : ตอนนี้มี Collaboration กับที่ไหนบ้าง

คุณโก้ : หลักๆมีลูกค้าอาหารอยู่หลายเจ้า เป็นทางเลือกหนึ่งให้เราซับพอร์ต เช่น Ket-market ที่เป็นเว็บไซต์ทางเลือกสำหรับร้านค้าและผู้ประกอบการธุรกิจที่มีความประสงค์ทำการขายออนไลน์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้สามารถขายได้หลายช่องทาง ในเหตุการณ์โควิท19 จะมีลูกค้าจำนวนนึงขายอาหาร อยากเปิดหน้าร้านออนไลน์  Ket-market จึงชวนเรามาช่วยเรื่องของการขนส่งอาหาร ซึ่งการได้เข้ามาทำโปรเจคกับ Ket-market  และ SCB Robinhood นั้นก็ตอบโจทย์ลูกค้าที่เคยเข้ามาถามเราเรื่องส่งอาหารด้วย 

Q : ตอนที่ปรับตัวจากเปลี่ยนเป็นส่งพัสดุ เป็นส่งอาหารต้องปรับตัวเยอะมั้ย

คุณโก้ : จริงๆ เราเคยทำบริการส่งอาหารอยู่แล้วแค่ไม่เยอะเท่าพัสดุ เรียกได้ว่ามีประสบการณ์ด้านบริการส่งอาหารระดับนึง  ไม่ได้ปรับตัวเยอะขนาดนั้น เพราะทำมา1-2 ปี แล้ว แค่เทียบเป็นสัดส่วนของอาหารจะน้อยกว่าจัดส่งเอกสารเท่านั้นเอง ส่วนด้านคนขับ จริงๆ คนขับสามารถขนส่งได้หมด อยู่ที่สกิลของผู้ส่ง หรือความสมัครใจของเค้า ที่จะสามารถเลือกตามความถนัดว่าอยากส่งของประเภทใดบ้าง

Q : คิดว่า SKOOTAR จะโตต่อไปอย่างไร

คุณโก้ : อยากโฟกัสเรื่องการเป็น Messenger มือโปรต่อไป ยังมีคนอีกมากที่ยังไม่รู้จัก หรือไม่ได้ใช้บริการเรา อีกส่วนคือการที่มี Opportunity ใหม่ๆเข้ามา ก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็ต้องขอบคุณ SCB ที่ให้โอกาส ส่วนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องการขยับขยาย ถ้าไปได้ดี อาจจะมีการขยายไปในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

Q : การที่ SCB ลงทุน ใน GET ด้วยจะเป็น Threats กับเรามั้ย

คุณโก้ : จริงๆ ไม่ทราบรายละเอียดส่วนนี้นัก แต่เท่าที่ฟังคือมีการให้ความร่วมมือในลักษณะของ Payment, Financial Business ของผู้บริหาร สิ่งที่เราโฟกัสคือเรื่องการทำในส่วนของโปรเจคที่รับผิดชอบให้ดี และส่วนตัวคิดว่าสมัยนี้ Bank คงมองว่าการทำตลาดต้องเริ่มทำ Model ที่มีการ Collaboration เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น และ Model ต่างๆ ไม่ได้ต้องทำคนเดียว การที่จะเป็น Partnership หลายๆคน หลายๆ Front ไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยความที่ธุรกิจ Bank หน้ากว้าง เกาะกับธุรกิจไหนก็ได้

Q : มีแผนจะ Raise Fund มั้ย

คุณโก้ : มีคิดไว้เหมือนกัน จะเริ่มทำจริงจังเร็วๆ นี้ โดยต้องดูเรื่องฟีดแบคโปรเจค และแผนการเติบโตของเราด้วย

Q : การที่มีโควิดเป็น Opportunity อะไรกับเราบ้าง

คุณโก้ : เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส  ส่วนวิกฤติก็คือลูกค้าหลายคนก็ปิดกิจการไป โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ทำให้งานกลุ่มนี้หายไปประมาณ 20-30% ส่วนโอกาส ของเราคือได้งาน Food Delivery เข้ามาช่วย รวมๆของเราก็ยังทรงๆ ถือว่าเบากว่าคนอื่นเยอะ

Q : คนภายนอกน่าจะมองว่าธุรกิจต้องโตแน่ๆ

คุณโก้ : ด้วยความที่บริการเดิม พอร์ทเราไม่ได้เน้นอาหารเหมือนหลายๆ เจ้าในตลาด ที่ออเดอร์น่าจะพีคอยู่เหมือนกันในช่วงหนึ่ง กลายเป็นว่าเมื่อคน Work from home คนไม่ได้ติดต่อธุรกิจเหมือนเดิม ทำให้ต้องหาลูกค้าใหม่อีก

Q : ยุค E-Commerce เฟื่องฟู มีลูกค้าองค์กรที่เป็น E- Commerce ใหม่ๆ มั้ย

คุณโก้ : หลักๆลูกค้า คือพวกอาหาร มี E- Commerce บ้าง ส่วนถ้าพูดถึง E- Commerceใหม่ก็มี Volume เยอะขึ้น บางเจ้าก็เป็นลูกค้าเราอยู่แล้วก็มีเหมือนกัน  เพราะบางคนก็ไม่ได้ไปช็อปหน้าร้าน

Q : คำแนะนำในการปรับตัวในช่วงโควิด โดยเฉพาะในเคสที่ลูกค้า หรือคู่ค้าได้รับผลกระทบทำให้ส่งผลกระทบถึงเราด้วย

คุณโก้ :  แนะนำยากเพราะแต่ละคนโดนคนละสเกล ไม่เท่ากัน

  • ส่วนที่ 1 พยายามดูว่าลูกค้าได้รับผลกระทบอะไร เราเข้าไปเสริม ไปช่วยอะไรเขาได้มั้ย หรือลูกค้าที่อยากใช้บริการเรา เราจะต้อง Twist โมเดลของเราเองให้เข้ากับเขาหน่อย  หาวิธีปรับอะไรข้างในของเราให้ตอบโจทย์ เป็นบวกกับเขา ก็คือพยายามหา Segment ที่ไปได้และปรับโมเดลเราให้เข้ากับเขานั่นเอง
  • ส่วนที่ 2  Cost ภายใน เราต้องเอาทีมงานให้อยู่ก่อน แม้จะโดนอิมแพคด้านรายได้ แต่สุดท้ายถ้าไม่ดูแลคน แล้วคนหายไป กว่าจะพลิกกลับมาก็ต้องมาเริ่มใหม่ ต้องใช้เงินให้ประหยัด เลี้ยงคนที่เป็น Talent ของเรา ถ้าเราเตรียมพร้อมดี เมื่อถึงจังหวะแล้วจะสามารถกลับมาโตได้เร็ว
  • ส่วนที่ 3 คือ ดูแลเรื่อง Cash Flow แต่ละคนเจอปัญหานี้ไม่เท่ากัน แต่เรื่องนี้ก็สำคัญมากพอๆ กับคน

สรุปก็คือต้องมีขุมกำลังคน เงิน และต้องรู้ว่าถ้าเปิดมาแล้วจะมีลูกค้ากลุ่มไหน มีโมเดลที่พร้อมรับมือรึเปล่า

การเข้ามาของ COVID-19 ทำให้เราเห็นกรณีศึกษาของการใช้เทคโนโลยี เข้ามาขับเคลื่อนในด้านต่างๆ มากขึ้น  โดยเฉพาะ Startup หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนับว่าเป็นโอกาสในช่วงเวลานี้

นี่เป็นอีกตัวอย่างของการผนึกกำลังระหว่าง Corporate ใหญ่ กับ Startup ไทย ที่เป็นความหวังบนหนทางสู่การเป็น Unicorn ตัวต่อไป ทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำธุรกิจ Startup ให้หาหนทางปรับตัวและสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนกับ SKOOTAR น

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

สร้างแบรนด์นายจ้าง ผ่าน Video Content

5 แบงก์ กับ การสร้างแบรนด์นายจ้างผ่าน Video Content

ถ้าถามว่าทุกวันนี้อุตสาหกรรมไหนที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากที่สุด? คงไม่พ้นคำตอบ อุตสาหกรรมทางการเงิน หรือ “ธนาคาร” ไปได้ โดยการแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการช่วงชิงความเป็นที่ 1 ในใจของผู้บริโภคเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันดึงดูดคนที่มีความสามารถ (Talent) ให้เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในบริษัทผ่านการใช้กลยุทธ์การสื่อสารออกไปสู่กลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์ที่ว่า คือ “Employer Branding” หรือ “การสร้างและสื่อสารแบรนด์นายจ้าง”

Robinhood แพลตฟอร์ม Food Delivery ในเครือ SCB 10X

สรุปข่าว Robinhood แพลตฟอร์ม Food Delivery ในเครือ SCB 10X

Robinhood เกิดมาเพราะ SCB ต้องการช่วยคนไทยทำธุรกิจในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นจุดแข็งของคนไทยที่ผ่านมาที่ต้องช่วยเหลือกัน
แรกๆจะอาหารโดย Skootar ซึ่งปัจจุบันส่งเอกสารแบบ Messenger มีเครือข่ายมอเตอร์ไซต์วิ่งอยู่แล้วเป็นหมื่นๆคัน และมีแอพพลิเคชั่นที่คนทำงานใช้กันประจำ แต่ว่าหลังจากนี้จะมีการหา Startup หรือเอกชนเจ้าอื่นๆเข้ามาร่วมแจมด้วยเพิ่ม
ร้านอาหารบ่นว่า ต้องจ่ายค่า GP แพง ก็คือส่วนแบ่งในการส่งอาหารนี่แหละ แน่นนอนเค้าไม่ได้ส่งให้ฟรีๆหนิ ต้องจ่ายประมาณ 30-35% ของราคาอาหารแล้วแต่ว่าใช้แอพไหน ขณะที่คนสั่งแบบเราๆก็ต้องเสียค่าส่ง ยกเว้นมีโปรออกมา