เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น Online Writer อาชีพนักเขียนออนไลน์ โดย ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

สรุปไลฟ์ [ X Career SS2 EP.3] ข้ามสาย Talk Ep.3 เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น “Online Writer” ไลฟ์สดพูดคุยกับ Guest Speaker ของช่วง X Career : ข้ามสายTalk เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น “Online Writer” กับ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (อ.เกด) เจ้าของเพจ เกตุวดี Marumura

และนี่คือประเด็นสำคัญที่เราสรุปมาให้

เส้นทางนักเขียนของ อ.เกด

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนเกิดมาจากการที่ อ.เกด เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 17 ปี สมัยนั้นมันยังไม่ค่อยมีใครรู้จักญี่ปุ่น เลยการทำให้การได้ไปญี่ปุ่นตอนนั้นเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ และด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนชอบเขียน จึงชอบเขียนเล่าเรื่องญี่ปุ่นให้เพื่อน ๆ อ่าน เพราะมันมีความรู้สึกที่อยากเล่า จากการได้ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ประสบการณ์ใหม่

ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นทำพาร์ทไทม์เยอะมากเป็นทั้งไกด์ ล่าม สอนภาษาไทย ได้มีโอกาสได้ลองทำงานหลายๆอย่างเพราะอยากค้นหาตัวเอง จนมาค้นพบว่าสิ่งที่ตอบโจทย์หลาย ๆ อย่างที่ชอบคือการสอน สุดท้ายหลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกจึงได้มาเป็นอาจารย์สอนการตลาดอยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว

ด้านงานเขียน อ.เกด เริ่มงานเขียนจริงๆ หลังจากกลับไทยมาแล้ว เริ่มจากเขียนเล่าเรื่องลง Facebook จนวันนึงรุ่นพี่ทักมาชวนไปเขียนในเว็บไซต์ Marumura.com ที่เป็นเว็บเกี่ยวกับญี่ปุ่น เช่น วัฒนธรรม, การใช้ชีวิต ฯลฯ
.
ยุคที่เว็บเพิ่งเริ่มโตเขียนไปแล้วคนบอกว่าสนุก ชอบ มันก็ยิ่งทำให้มีพลังมากขึ้น น้องนุช บก.ที่มติชน เจ้าของเพจซากุระดราม่า ก็ติดต่อมาขอรวมบทความที่ตนเองเขียนในเว็บ จึงเป็นที่แรกที่ได้ Publish งานเขียนเล่มแรกในชื่อ “Japan Gossip เมาท์ญี่ปุ่นให้คุณยิ้ม”

ในส่วนของการเป็นคอลัมนิสต์ พี่ก้อง ทรงกลด ได้พูดคุยชักชวนมาเป็นนักเขียนตั้งแต่สมัยอยู่ A Day จนสุดท้ายย้ายมาทำที่ The Cloud ซะก่อน อ.เกดเลยได้กลายเป็นนักเขียน The Cloud รุ่นบุกเบิก นอกจากนี้ อ.เกดยังเป็นคอลัมนิสต์ให้ธนาคารกรุงศรี และ THE STANDARD อีกด้วย

ปัจจุบันอ.เกด เป็นเจ้าของเพจ “เกตุวดี Marumura” และ มีเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นถึง 8 เล่ม ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ, การตลาด และการบริหารธุรกิจแบบคนญี่ปุ่น ใคร ๆ ที่อ่านงานของอ.เกดก็ต่างก็สัมผัสได้ถึงความละเมียดละไม ดีต่อใจ และชวนให้ใจเต้นอยู่เสมอ

เป็นนักเขียนกับอาจารย์ต่างกันมั้ย

สำหรับอ.เกด ทั้งสองบทบาทไม่ต่างกัน แม้ตอนแรกจะคิดว่าตนเองทำงานจับฉ่าย แต่แท้ที่จริงทุกงานที่อ.ทำนั้นมีจุดร่วมในการเป็น “นักสื่อสาร” เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความเพื่อสื่อสารเรื่องราวดีๆ ผ่านตัวอักษร หรือการสื่อสารผ่านคำพูดเวลาสอน ภายใต้สิ่งที่หลงใหลอย่าง “การตลาด” และ “เรื่องราวดีๆของญี่ปุ่น” นี่จึงเป็นชีวิตการทำงานที่ลงตัว

การได้เจองานที่ดี สร้างคุณค่า เปลี่ยนชีวิตคน จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในการทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารอย่างแท้จริงทั้งในบทบาทของการเป็นนักเขียนและอาจารย์

ความแตกต่างในการเขียนงาน Offline และ Online

อ.เกดเปรียบงานออนไลน์เหมือนอาหารจานด่วน ต้องสั้น กระชับ ประโยคแรกต้องประทับใจ หาจุดฮุกให้คนหยุดอ่าน ต้องหยุดนิ้วเค้ามาอ่านบทความเราให้ได้

ส่วนงานเขียนหนังสือ(Offline) นั้นเหมือนโอมากาเสะ ต้องละเมียดละไมทาน จะมีความซับซ้อนกว่า ด้วยความยาวที่ต่างกันมาก จะต้องมีการวางโครงสร้าง ค่อยๆ ปูเรื่องให้คนซึมซับภาษา วิธีการเล่า แต่ละบทต้องร้อยเรียงกัน และมีตัวแปรที่จะใช้เล่าเรื่องในแต่ละหมวด มีการทวน สรุปประเด็น อ่านจบแล้วต้องรู้สึกอิ่ม ฟิน สร้างแรงบันดาลใจได้

หากเปรียบเทียบกัน การเขียนงานออนไลน์นั้นง่ายกว่า เพราะเรานึกหน้าคนอ่านออก แก้ไขได้ ได้ Feedback เร็ว ทำให้รู้ว่าจะเขียนยังไงให้ถูกจุด ในขณะที่งานเขียนออฟไลน์หรือการเขียนหนังสือต้องมีความรับผิดชอบสูง เดาไม่ได้ว่าจะใครอ่าน สิ่งที่เขียนไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้ จึงต้องทำอย่างตั้งใจและละมุนที่สุด

การเขียนบทความลงในแต่ละ Online Publisher ล่ะ มีความแตกต่างกันมั้ย?

ทุกบทความที่เขียน สิ่งสำคัญคือยังต้องคงความเป็นตัวเองไว้อยู่ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการเลือก Material ที่จะเขียนให้ตรงกับสไตล์ของ Publisher นั้น ๆ มากกว่า เช่น เวลายกตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่น เราก็จะดูว่าบริษัทอันนี้เหมาะกับที่ไหนมากที่สุด ส่วนภาษาอาจจะมีปรับนิดหน่อยแต่ต้องยังคงเอกลักษณ์เราไว้เหมือนเดิม

ตัวตนของเรา สำคัญอย่างไรในการเป็นนักเขียน

ข้อดีของการเขียนคือการได้มีมุมที่แตกต่าง และได้เห็นตัวเอง

การจะเป็นนักเขียนจะต้องมี “ความประทับใจกับอะไรบางอย่างจนอยากเล่า”
แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ทุกคนจะมีมุมมองที่ต่างกัน เช่น ในงานรับปริญญาบางคนอาจจะสนใจเรื่องดอกไม้ บางคนอาจจะสนใจเรื่องการใส่ชุดครุย

เชื่อว่าถึงจะเรื่องเดียวกันแต่มองได้หลายมุมมองมาก ๆ เลยอยากให้เห็นถึงพลังในมุมมองของตนเอง ยิ่งเขียนจะยิ่งเห็นมุมมองของเราในหลาย ๆ ด้าน

อย่างตัวอ.เกดเองเขียนมาเกือบ 10 ปี ถึงเห็นว่าความเป็นตัวเองคือ “ความดีงาม” และ “ความละเมียดละไม” ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ตัว แต่ทุกเรื่องที่เขียนมันอยู่ในมุมมองนี้ทั้งหมดเลย

โดยวิธีการหาตัวตนของเรา เราต้องเริ่มจากหาจุดเด่นเรื่องที่เราถนัด และไม่ค่อยมีใครทำได้ แล้วค่อย ๆ สร้างตัวตนของตัวเองให้ชัดว่าเราเป็น Expert ด้านไหน เช่น ตัวอาจารย์เกด คือ เชี่ยวชาญเรื่องการตลาด ธุรกิจ และรู้ภาษาญี่ปุ่น ทำให้สามารถหาข้อมูลจากสื่อญี่ปุ่นได้

วิธีการคิดที่จะทำให้งานเขียนทรงพลัง

1. เชื่อตัวเองว่าเรามีมุมมองที่สนุก ไม่ต้องกลัวว่าเขียนแบบนี้จะน่าเบื่อรึเปล่า คนจะไม่สนใจรึเปล่า มุมมองที่แตกต่าง หรือมุมมองที่คนอื่นมองไม่เห็น จะเป็นสิ่งทำให้มุมเราพิเศษและเป็นเอกลักษณ์มาก
2. สัมผัสพลังว่าอยากเล่า ถ้ามีพลังที่อยากเล่า มันจะนำไปสู่บทความที่ดี ค้นหาเรื่องที่ทำให้ใจเต้นมาเป็นพลังที่อยากเล่า
3. เชื่อมั่นในพลังของการสื่อสารว่าเปลี่ยนชีวิตคนได้ ถ้าเรากล้าสื่อสารออกมา

อย่างตัวอ.เกดเอง จุดหนึ่งที่ทำให้เขียนหนังสือได้ถึง 8 เล่ม เพราะหนังสือที่เราเขียนช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงและช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้ พอยิ่งเห็นก็ทำให้ยิ่งอยากเล่ามากขึ้นไปอีก

เล่าเรื่องยังไงให้จับใจคน

ตัวตนเราต้องชัดก่อน ต้องบอกได้ว่าเราเป็นใคร อะไรคือความเป็นเรา แล้วทำไมต้องเป็นเรา ต้องให้นักอ่านจำภาพเราให้ชัด และเขาจะรู้ว่าเราจะเลือกสิ่งดี ๆ มาให้เขาเสมอ

ในการเขียนให้ตรงจุด ต้องคิดว่าอยากเล่าอะไรมากที่สุด แล้วหา 1 ประโยคหลักที่จะแสดงความเป็นบทความนั้นออกมา ทุกอย่างที่เขียนต้องวนกลับมาสื่อสารให้คนเข้าใจประโยค Main Idea นั้นให้ได้

การคิด Topic ให้คิดจาก Main Idea มีหลายวิธี ตั้งแต่ การกระตุ้นให้ชวนสงสัย การอุปมาอุปไมย หรือการเปิดประเด็นที่ตรงข้ามกับความเชื่อทั่วไปของคน ทำให้คนอยากรู้ และสนใจว่ามันทำได้ยังไง

Material ยิ่งดี ยิ่งอร่อย แม้เราจะเขียนไม่เก่งแต่ถ้า Material ที่เราเลือกมาเล่านั้นน่าตื่นตะลึงอยู่แล้ว คนก็ยังสนใจอยู่ ดังนั้นการเลือกหยิบเรื่องมาเล่าก็สำคัญ

การเขียนที่ดีต้องใช้ตัวอักษรทำให้คนเห็นภาพ พูดคือทำให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรา ต้องทำให้คนรู้สึก เห็นภาพ มีน้ำเสียงออกมาจากตัวอักษร การเขียนให้เหมือนเราคุยกับนักอ่าน จะมีความละเมียดละไมมากกว่า และสามารถเล่นกับคนอ่านได้มากกว่า

งานเขียนจะสู้กับ Content ประเภทอื่นๆ อย่างไรในยุคนี้

อ.เกด มองว่ามันเป็นความหลากหลาย ไม่ต้องสู้กัน แต่ละ format ต่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง วิธีคิดวิธีนึงคือการเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด ถ้าเราเชื่อมั่นในพลังของสื่อประเภทไหนให้ทำสิ่งนั้น
.
สิ่งที่ควรค้นหาคือ Material ที่หามาดีพอมั้ย และความเป็นตัวเรานั้นชัดเจนรึเปล่า เพื่อที่จะหาคำตอบต่อไปว่า ควรทำ format ไหนที่เป็นตัวเรามากที่สุด แนะนำให้ลองหลายๆ รูปแบบ เช่น Facebook ,Twitter ,Podcast หาสิ่งที่เราคิดว่าชอบที่สุด เพราะแต่ละสื่อนั้นแตกต่างกัน

ควรเขียนตามใจเรา หรือตามใจคนอ่าน

ตามทั้ง 2 อย่าง แต่ตามใจเราก่อน เพราะเรามีพลังในการเล่ามากที่สุด อย่าไปทำตามคนอื่นจนทำให้เราไม่อินกับเรื่องนั้นแล้ว

การเผชิญหน้ากับ Feedback ลบๆ ต้องเจอกับอะไรบ้าง จะแก้ไขได้อย่างไร?

  • หากเคยโดนว่าด้วยคำพูดไม่ดี หรือดูถูกว่าไม่รู้จริง เพราะเกิดจากการ Research ที่ไม่ดีพอ : ควรใช้จุดนี้เปลี่ยนเป็นพลัง ก่อนที่จะเขียนต้องระวังและต้องหาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง เพื่อให้ผลงานของเราออกมาดีที่สุด
  • สำหรับคนที่มีเพจ มีคนติดตาม : ควรสื่อสารกับ Community ด้วยคำพูดที่ดี คนใน Community ของเราจะแสดงออกแบบเดียวกับตัวตนของเราที่แสดงออกมา
  • หมดแรงบันดาลใจในการเขียน เพราะ Feedback ไม่เป็นไปตามที่คาด : บางครั้งบทความที่เราเขียนแล้วรู้สึกอินกลับไม่ค่อยมีใครอ่าน บางบทความเขียนแบบรีบๆ คนกลับชอบ ดังนั้น ขอให้อย่าท้อให้คิดว่าผลลัพธ์เป็นแค่ค่าขนม ต่อสู้ด้วยจำนวนและพลังในใจ ก่อนทำต้องคิดทุกครั้งว่างานที่ทำเราแฮปปี้มั้ย อย่าไปยึดติดกับยอดไลค์ ยอดวิวมาก จะทำให้พลังจะหายไป

มีวิธีปรับปรุงแก้ไขงานเขียนอย่างไร?

หมั่น Reflect งานเขียนของตัวเองว่ามีตรงไหนดี หรือตรงไหนไม่ดี ศึกษานักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา เช่น สังเกตวิธีการเขียนของเขาว่าทำไมเราถึงชอบ ทุกอย่างคือการฝึกฝน การเขียนก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเขียนเก่งได้เลย อุปสรรคหลักของนักเขียนคือการไม่กล้าที่จะเขียนนี่แหละ ให้เขียนออกมาเยอะ ๆ พอมีฟีดแบคมากขึ้น จะทำให้เห็นทางตัวเองชัดขึ้น แล้วจะรู้ว่าเรื่องแบบไหนที่จับใจตัวเอง และจับใจคนอ่าน

หาไอเดียในการเขียนอย่างไร

อ.เกดบอกว่าแรงบันดาลใจมีอยู่รอบตัว และทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง เวลาไปไหนมาไหนก็จะมองหาเรื่องราวเสมอ พอได้ไอเดียก็จดลงไปในสมุดเล็กๆ เมื่อถึงเวลาต้องเขียน ถ้าคิดไม่ทันก็จะเอาสมุดหยิบขึ้นมาหาเรื่องที่อยากจะเล่า

อ.เกดยังพูดถึงความต่างของการจดไอเดียลงสมุด กับการพิมพ์บนโทรศัพท์มือถือ ในมุมของอ.ชอบการจดลงสมุดมากกว่า เพราะเวลาได้ยินเสียงกระดาษกับปากกามันทำให้สงบ และยังทำให้ได้ไล่เรียงเนื้อหาของตัวเองด้วย

ฝากทิ้งท้ายสำหรับคนอยากเป็นนักเขียน

บางคนอาจจะคิดว่าอาชีพนักเขียนอาจจะดูไกลตัว ดูยาก ให้คิดว่าเราเป็นนักสื่อสาร เป็นนักสร้างพลังดี ๆ แทนก็ได้
ทุกวันนี้ Social Media ทุกแพลตฟอร์มทำให้พลังที่เราคิดเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับใครที่ยังไม่ได้เริ่มตอนนี้ อยากให้ลองเริ่มเลย ขอแค่เชื่อในพลังของตัวอักษร ไม่แน่บางทีมุมมองของเราอาจไปเปลี่ยนชีวิตของคน ๆ นึงไปเลยก็ได้

นี่คือบางส่วนจากไลฟ์เท่านั้น สำหรับใครที่พลาดไป สามารถเข้าไปชมย้อนหลังได้ที่นี่เลย
https://www.facebook.com/careervisathailand/videos/678933502757478
.
หรือจะรอติดตามชม [ X Career : ข้ามสายTalk SS2 ] ใน EP ต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า ใครมีคำถามอะไรก็เตรียมจดไว้ได้เลย!! เราจะหาคำตอบแบบ Exclusive มาให้แฟนเพจที่น่ารักของเราแน่นอน!! แล้วเจอกันนะ
#CareerVisa#XCareerข้ามสายTalk

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น UX/UI Designer กับคุณอิง ดาริน สุทธพงษ์ CEO of Hato Hub

แนะนำวิธีการฝึกฝน Interaction Design และ Visual Design ต้องเริ่มทำโปรเจกต์ และโจทย์ ฝึกแก้ปัญหาโดยใช้ Design เป็น Solution เช่น การหาโจทย์มาทำแล้วออกแบบว่าจะตอบโจทย์ด้วย Interaction แบบไหน, เลือกใช้ Design Element ของ UI ให้ถูกต้อง ซึ่งการเรียนรู้ว่ามี Tools อะไรและสามารถเลือกใช้ให้ถูกเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก

เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น Product Owner โดย แม็กซ์ ภัคพล ตั้งตงฉิน จาก Amazon.com

ไลฟ์สดพูดคุยกับ Guest Speaker ของช่วง X Career : ข้ามสายTalk เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น “Product Owner” กับ คุณแม็กซ์ ภัคพล ตั้งตงฉิน Senior Product Manager ที่ Amazon หรือที่หลายๆ คนรู้จักคุณแม็กซ์ในนามเจ้าของเพจ Max Pakapol เพจที่บอกเล่าเรื่องราว มุมมองดีๆ ตามฉบับเด็ก Harvard Business School

เปิดสูตรลับก่อนข้ามสายไปเป็น Management Consultant โดย Bluebik Group

สรุปไลฟ์ [ X Career SS2 EP.4] ข้ามสาย Talk Ep.4 เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น “Management Consultant”ไลฟ์สดพูดคุยกับ Guest Speaker ของช่วง X Career : ข้ามสายTalk เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น “Management Consultant” กับคุณโบ๊ท พชร อารยะการกุล Chief Executive Officer (CEO) of Bluebik Group