ไอเดียแต่งบ้าน เปลี่ยนบ้านให้เป็น “Creative Workspace” ฉบับมนุษย์เงินเดือน Work From Home

ช่วงนี้หลายๆคนเริ่มกลับไปทำงานที่ออฟฟิศกันแล้ว แต่เชื่อว่าการใช้พื้นที่ในบ้านของทุกคนตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ สินค้าพวกอุปกรณ์แต่งบ้านหรือน้องต้นไม้นานาชนิดกลายเป็นสินค้ายอดฮิตขึ้นมาทันที

เพราะบ้านไม่ได้กลายเป็นแค่ที่พักผ่อนหลังเลิกงานอีกต่อไป บ้านเป็นพื้นที่ๆ เราต้องใช้เวลาในการคิด สร้างสรรค์ผลงาน ดังนั้นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการทำงานจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญสุดๆ ที่จะทำให้เราทำงานได้แฮปปี้ขึ้น (โดยเฉพาะคนที่ยัง Work from Home การนั่งแช่ในห้องทำงานที่ไม่น่าอยู่ทั้งวัน คงไม่ใช่สิ่งที่เวิร์คเท่าไหร่)

วันนี้เราเอาเทคนิคพื้นฐานในการจัดพื้นที่ทำงานยังไงที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ จากทีมงาน Office Space ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่มาให้ชมกัน

1. จัดพื้นที่ให้สัมผัส Natural Light

ไอเดียไบร์ท ๆ มักจะมากับสภาพแวดล้อมไบร์ท ๆ เช่นกัน มีงานวิจัยมาแล้วว่าถ้าทำงานในที่ทำงานที่มีแสงสว่างเหมาะสม จะช่วยลดความเครียดลงได้ โดยเฉพาะแสงธรรมชาติ (Natural light) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยให้นอนหลับสนิทขึ้น เพิ่มฮอร์โมน Serotonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยทำให้เรารู้สึกสงบ และมีสมาธิ Focus กับงานมากขึ้น ดังนั้นการนั่งหันหน้าหรือหันข้างเข้าหาหน้าต่าง สร้างบรรยากาศของธรรมชาติด้วยการเพิ่มต้นไม้เล็กๆ จึงช่วยสร้างสมาธิในการทำงานได้จริง และควรซื้อม่านกรองแสงบางๆ จะช่วยให้เราไม่โดนแดดแรงๆในช่วงกลางวันรบกวนจนเกินไป

2. แบ่งสัดส่วนพื้นที่ทำงานให้เหมาะสม

การจะทำงานให้มีประสิทธิภาพจะต้องแบ่งพื้นที่ทำงานให้เป็นสัดส่วน อย่างที่หลายคนรู้ว่าไม่ควรทำงานใกล้ที่นอนเพราะจะทำให้เรารู้สึกง่วง พื้นที่ทำงานควรเป็นมุมที่สงบและสร้างสมาธิได้ แต่ไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานบนโต๊ะไปตลอดวัน เพราะตามหลัก Office ที่ดี พนักงานไม่ควรจะต้องถูกบังคับให้นั่งทำงานที่โต๊ะตัวเองอย่างเดียว ควรจะต้องมีมุม Flexible spaces & Common areas สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็น หรือเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงาน และยิ่งจะยิ่งดีใหญ่ถ้าพนักงานได้มีเวลาพักผ่อนทำอะไรสนุกๆ ในการทำงานที่บ้านก็เช่นกัน ควรกำหนดมุม Relax ในบ้านที่เราสามารถย้ายตัวเองไปนั่งพักผ่อนหรือคิดงานได้ โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องการใช้ความคิดและสมาธิมาก ควรทำงาน 25-30 นาทีแล้วกำหนดเวลาพักสมองซัก 5 นาทีจะช่วยให้หัวของเราพร้อมที่จะคิดอะไรใหม่ๆมากขึ้น

3. นำ Inspiration มาไว้ตรงหน้า

เรามักจะชอบแชร์ข้อความ รูปภาพโดนๆที่ Inspire เราจากคนนู้นคนนี้เสมอ จะดีกว่าไหมถ้าลองนำมาประดับมุมที่ทำงานบ้าง ลองเลือกภาพวาด ภาพถ่าย หรือข้อความที่ชื่นชอบ แล้วนำมาเป็นของประดับตรงมุมที่ทำงานของเราดูสิ การที่เรามองเห็นข้อความ หรือรูปภาพที่ช่วยสร้าง Inspiration บ่อยๆจะช่วยสร้าง Creative Power ให้เราได้มากกว่าการแชร์ลงเฟสบุ๊คแล้วก็ปล่อยผ่านไปเยอะมากๆ

4. ลดสิ่งรบกวนสายตา

จัดการสิ่งของที่เกะกะไม่จำเป็น การจัดระเบียบการวางของให้เรียบร้อยขึ้น จะช่วยให้สมองไม่รกเหมือนของที่วางอยู่บนโต๊ะ แถมไม่ต้องเสียเวลารื้อของเวลาหาอะไรไม่เจออีก นอกจากนี้การวางของรก ๆ และของใช้ที่ใช้งานไม่ได้ยังเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักฮวงจุ้ยการจัดโต๊ะด้วยนะ ดังนั้น ทำให้โต๊ะคลีน ๆ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน แล้วยังช่วยเสริมดวงด้วยอีกต่างหาก

5. Design และ สีสันช่วยได้

สีสันที่แตกต่างกันจะมีผลต่ออารมณ์หรือความรู้สึกที่เราอยากให้มีเสมอ ทีม Office Space กล่าวว่า ในออฟฟิศสามารถกำหนดห้องทำงานหลายห้องที่มีสีต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของเราได้ เช่น สีดำและแดงจะช่วยสร้างพลัง น่าเชื่อถือ และความรู้สึกเหนือกว่า ในขณะที่สีขาว ส้ม น้ำเงิน จะช่วยเรื่องการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น เรานำหลักนี้มาใช้ในการจัดพื้นที่ในบ้านได้ ไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนสีห้อง แต่เป็นการใส่ใจกับสีหรือ Design ของไอเท็มต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค ปฏิทิน DIY สวยๆ การทำ PinBoard หรือปลอกปากกาเซรามิคคิ้วท์ๆ ก็ช่วยเพิ่มเลเวลความครีเอทีฟในหัวได้

นอกจากนี้ไอเท็มพวกของแต่งบ้านที่มีการดีไซน์ เช่นรูปทรงแจกัน แก้วกาแฟเก๋ กระถางต้นไม้ สิ่งเล็กๆน้อยๆพวกนี้ก็สามารถสร้างความสุนทรีย์ในการทำงานด้วยเช่นกัน

และนี่คือ 5 Tips ง่ายๆ ที่ช่วย Creative Workspace ในบ้าน หวังว่าเทคนิคนี้จะทำให้บ้านของเราน่าอยู่ น่าทำงานขึ้น หรือใครที่กำลังกลับไปปัดฝุ่นออฟฟิศหลังจากร้างมานาน ก็ถือโอกาสนี้เปลี่ยนบรรยากาศออฟฟิศให้น่าอยู่ น่าทำงานกันดีกว่าเนอ

อ้างอิง : Officespacesoftware และ bk.asia-city.com

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

อยาก Work from home จะบอกหัวหน้ายังไง?

ถึงแม้บริษัทส่วนใหญ่มี Flexi hour กันแล้วตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่ถ้าหากบริษัทของคุณเริ่มให้กลับเข้าออฟฟิศแล้ว และยังคงใช้ระบบตอกบัตรอยู่ มาดูกันดีกว่าว่าผลการวิจัยจาก Stanford คิดว่าการทำงานที่ออฟฟิศ หรือ ที่บ้าน สามารถเพิ่ม Productivity ได้มากขนาดไหน

เมื่อความยืดหยุ่น คือหัวใจของคนทำงานยุคใหม่ส่องนโยบายการทำงานสุด Flexible จากทั่วโลก

หากมีตําแหน่งงาน 2 ตัวเลือกที่ไม่ต่างกันมากนัก มานําเสนอ พนักงานกว่า 75% พึงพอใจกับตัวเลือกที่ให้ข้อเสนอเรื่องความยืดหยุ่นมากกว่า เหตุผลหลักนั้นมาจากกลุ่มมิลเลนเนียลและเจนซีที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทําให้รูปแบบการทำงานเดิมๆ ถูกแทนที่ด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ดีแทคคงจะไม่กลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม 100% แล้ว การสร้าง Culture ที่จะนำไปสู่ “Future Workplace”

วันนี้เราชวนทุกคนมาฟังอีกหนึ่ง Case study จากองค์กรที่อาจเรียกได้ว่ามี Culture ที่แข็งแรงแห่งหนึ่งในไทย นำโดย คุณกุ้ง นาฎฤดี อาจหาญวงศ์ Chief People Officer จาก dtac ที่ได้อัปเดทความรู้ในงาน THAILAND HR FORUM 2020 หัวข้อ Workplace Culture in the New Normal