รู้เท่าทันอาการ #FOMO ไม่อยากตกกระแส และ #FOBO ไม่อยากตัดสินใจ

หลายคนคงผ่านตา #FOMO และ #FOBO มาบ้าง แต่อาจไม่เข้าใจนัก บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือเรื่อง Fear of Mission Out ที่แต่งโดย Patrick J. McGinnis ซึ่งเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า FOMO และ FOBO ในบทความลงหนังสือพิมพ์นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจของ Harvard Business School (HBS) ในปี ค.ศ. 2004

รีวิวหนังสือ Fear of missing out ไม่ต้องตามใคร แค่ใช้ชีวิตแบบของคุณ ผู้แปล สุวิชชา จันทร สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู ในเครือบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ราคา 255 บาท

สามารถทดลองอ่านฟรีบางส่วนได้ โดยสแกน QR code บนปกหลัง เดี๋ยวแปะรูปไว้ท้ายบทความ

หลังจากบทความนั้นเผยแพร่ออกไป คำว่า FOMO ได้รับความสนใจมากเพราะดูเหมือนว่าหลายคนจะมีอาการ FOMO อยู่แต่ยังไม่เคยมีคำอธิบายที่ตรงใจมาก่อน จึงถูกพูดถึงปากต่อปาก จนกลายเป็นคำยอดฮิต ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบทสนทนาทั่วไป บทความ โฆษณา งานวิจัยทางจิตวิทยา เหล่าคนดังแม้แต่ Barack Obama อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็เคยติด #FOMO ในข้อความบน twitter นอกจากนี้ คำว่า FOMO ยังถูกบรรจุอยู่ในพจนานุกรมของ Oxford และ Merriam-Webster ด้วย

FOMO คืออะไร

FOMO ย่อมาจาก Fear of Missing Out ซึ่งเป็นอาการกลัวจะพลาดอะไรบางอย่างไป กลัวตัวเองจะตกกระแส จึงพยายามมีส่วนร่วมกับทุกอย่าง ขอให้ได้มี ได้ทำ ได้ลอง ไว้ก่อน โดยไม่ได้นึกถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง เช่น ไปร่วมทุกปาร์ตี้ที่ได้รับเชิญ เข้าสารพัดชมรม ยืนต่อคิวร้านขนมเปิดใหม่เป็นชั่วโมงเพราะอยากรู้ว่าจะอร่อยแค่ไหน หรือซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ดังตามอย่าง influencer แต่สุดท้ายเราไม่ชอบใส่

อาการ FOMO เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องเอาตัวรอดโดยอยู่ร่วมกันเป็นฝูง ต้องทำตัวตามวัฒนธรรมของฝูงให้เกิดการยอมรับ ในยุคปัจจุบัน การตลาดและโลกออนไลน์มีส่วนทำให้เราเห็น FOMO ได้ชัดขึ้น

FOMO มี 2 ประเภท คือ FOMO ที่เกิดจากความทะยานอยาก จากการตลาดที่คอยกระตุ้นให้ไขว่คว้าสิ่งที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า และ FOMO ที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคม เพราะไม่อยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

  • ข้อเสียของการมี FOMO มากเกินไป 
    • เสียพลังงานและเวลาไปกับสิ่งที่อยากมีเหมือนคนอื่นแทนที่จะทุ่มเทไปกับเป้าหมายที่ทำให้ตัวเองมีความสุขจริง ๆ
    • เมื่อทำไม่ได้ก็ทุกข์ใจ เกิดความวิตกกังวล รู้สึกขาดหาย
  • วิธีแก้อาการ FOMO
    • ก่อนอื่นต้องยอมรับความ FOMO ของตัวเอง ว่าเราเป็นแบบนั้นจริง เราเสพข้อมูล สนใจติดตามสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป เพื่อให้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาด
  • Focus กับปัจจุบัน กับสิ่งที่มีอยู่ จำไว้ว่า ถ้ามัวสนใจสิ่งที่คนอื่นทำมากเกินไป เราก็จะละเลยสิ่งที่ตัวเองกำลังทำหรือควรทำ
  • พิจารณาสิ่งที่ทำว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือแค่ทำตามฝูงชน การที่เราทำแบบเดียวกับคนอื่นเป็นเรื่องยอมรับได้ หากรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ทำไปทำไม แรงจูงใจคืออะไร ไม่ใช่กำลังไล่ตามความฝันของคนอื่น
  • ถ้าเป็นเรื่องการเลือกอาชีพ หรือเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ ให้ใช้วิธีเริ่มต้นแบบเล็ก ๆ เพื่อศึกษาแนวโน้มก่อน ว่าควรก้าวเข้าไปเต็มตัวมั้ย โดยยังไม่ทิ้งของเดิม
รู้เท่าทันอาการ #FOMO ไม่อยากตกกระแส และ #FOBO ไม่อยากตัดสินใจ รีวิวหนังสือ Fear of missing out ไม่ต้องตามใคร แค่ใช้ชีวิตแบบของคุณ

FOBO คืออะไร

FOBO ย่อมาจาก Fear of a Better Option อาการไม่ยอมตัดสินใจเลือกเพราะกลัวว่าจะยังมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า แล้วจะเสียดายทางเลือกอื่นในภายหลัง ไม่ตัดสินใจลงมือจนกว่าจะถึง deadline หรือไม่ยอมตกลงกับสิ่งที่ได้รับเสนอมาในครั้งแรก เช่น เวลาไปร้านอาหาร จะยังไม่รับโต๊ะที่บริกรเลือกให้ ต้องขอเดินดูบริเวณทั้งหมดของร้านก่อน

ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่ในเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ควรเสียเวลาตัดสินใจนานเกินไป หากต้องรู้ข้อมูลทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีตัวเลือกสารพัด หาข้อมูลนานแค่ไหนก็ไม่หมด หากใครมีทั้ง FOMO และ FOBO พร้อมกันจะเกิดความหายนะ กลายเป็น FODA (Fear of Doing Anything)

  • ข้อเสียของการมี FOBO มากเกินไป
    • เมื่อใช้เวลาเลือกนาน กว่าจะตัดสินใจ บางตัวเลือกที่ดีก็ไม่เหลืออยู่แล้ว
    • อาการ FOBO แสดงถึงความโลเล ไม่เด็ดขาด ขาดภาวะผู้นำ
    • ข้อเสียของ FOBO นั้นแย่กว่า FOMO เพราะมันสร้างความเดือดร้อนเอือมระอาให้กับคนรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่รอทำงานขั้นต่อไป หรือคนที่ถูกเบี้ยวนัดตอนนาทีสุดท้ายเพราะเราตัดสินใจจะไปทำอย่างอื่น
    • สำหรับองค์กรใหญ่ที่มีทรัพยากรมาก มักมัวหาข้อมูล ลงทุนทำวิจัยและพัฒนานานเกินไป ทำให้ออกผลิตภัณฑ์ช้า จนเสียโอกาสทางธุรกิจให้คู่แข่ง
  • วิธีแก้อาการ FOBO
    • ฝึกจัดลำดับความสำคัญ แยกการตัดสินใจเรื่องที่ไม่สำคัญและเรื่องสำคัญให้ได้ ลดเวลาสำหรับเรื่องไม่สำคัญลง เช่น การเลือกชุดใส่ไปเที่ยว หรือจะกินอะไรเป็นมื้อเย็น เพื่อใช้เวลากับเรื่องที่สำคัญซึ่งมีผลในระยะยาวกับชีวิตเรากว่า
    • ยกอำนาจการตัดสินใจให้คนที่มีความชำนาญด้านนั้น ๆ มากกว่า เค้าจะใช้เวลาน้อยกว่าและตัดสินใจได้ดีกว่า
    • จำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยไว้ก่อน และตระหนักไว้ว่าตัวเลือกที่เหลืออยู่นี้ผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานมาแล้วรอบหนึ่ง ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ดีทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเทียบว่าทางไหนดีที่สุด และรู้สึกเสียดายอีกทางที่ไม่ได้เลือก
    • เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีข้อจำกัดทางสุขภาพ ทางการเงิน ตัวเลือกจะถูกจำกัดจำนวนลง และเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น อาการ FOBO จะลดลงโดยอัตโนมัติ

นอกจากหนังสือ FEAR OF MISSING OUT แล้ว ยังสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมและ download handbook ฟรีได้ใน patrickmcginnis.com ฟังเรื่องราวและวิธีคิดเกี่ยวกับ FOMO ของคนในแวดวงต่าง ๆ ได้จาก podcast ช่อง FOMO sapiens with Patrick J. McGinnis

สามารถทดลองอ่านฟรีบางส่วนได้ โดยสแกน QR code บนปกหลัง

รู้เท่าทันอาการ #FOMO ไม่อยากตกกระแส และ #FOBO ไม่อยากตัดสินใจ รีวิวหนังสือ Fear of missing out ไม่ต้องตามใคร แค่ใช้ชีวิตแบบของคุณ
Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

รู้สึกว่าตัวเองไม่ก้าวหน้า หรือแค่มองไม่เห็นว่าเราก้าวมาไกลแค่ไหน? ทบทวนชีวิตเพิ่ม Self-Esteem ผ่านการเขียน

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เป็นคำปลุกใจอันหลอกลวง เคยรู้สึกแบบนี้กันไหม? ชวนเติมพลังให้ Self-esteem มองให้เห็นคุณค่าของตัวเองผ่านการเขียน Self Esteem Journal หรือ บันทึกความภูมิใจในตัวเอง ลองเอาคำถามทั้ง 7 ข้อไปเป็นไกด์ในการเขียนทบทวนชีวิต เพื่อที่เราจะได้มองเห็นภาพรวมที่ผ่านมาในเส้นทางชีวิต

9 วิธีแก้ Burnout อาการหมดไฟ

9 วิธีที่จะช่วยคุณหยุดอาการ Burnout

อาการ Burnout เป็นสิ่งที่เกิดได้กับทุกคน แต่เมื่อเกิดได้ ก็ดับได้ และนี่คือเทคนิคที่เราแนะนำสำหรับคนที่อยากดับอาการ Burnout ของตัวเอง

ทำความรู้จัก Imposter Syndrome อาการที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปลอม และเก่งไม่พอ

หลายครั้งที่ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรซักอย่าง เช่น ได้เลื่อนตำแหน่งแต่คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ได้รับ หรือไม่คู่ควรกับคำชื่นชมที่คนรอบข้างมอบให้ คิดว่าตัวเองเป็นของปลอม ทำให้รู้สึกทุกข์ใจและหดหู่อยู่ลึก ๆ ภาวะนี้ มีชื่อเรียกว่า โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ทำความรู้จัก “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” จากหนังสือ Imposter Syndrome: ทำมากแค่ไหนก็รู้สึกเก่งไม่พอ