รีวิวหนังสือ Presentation Canvas เปลี่ยนการขายเป็นการเล่าเรื่องให้โดนใจ

หากการทำ Presentation ของคุณมักเริ่มต้นที่การสร้าง Slide หน้าแรก กำหนด Font หรือ Theme ที่สวยงาม แล้วค้างเติ่งไปอีกพักใหญ่ เนื้อหาไร้ทิศทาง เสียเวลาโดยไม่คืบหน้า

เราขอแนะนำเทคนิคจาก หนังสือ “Presentation Canvas : เปลี่ยนการขายเป็นการเล่าเรื่องโดนใจ” ของ สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ผู้ก่อตั้ง Creative Talk Conference

ผู้เขียนมีประสบการณ์ทั้งเป็นผู้นำเสนอเอง เป็นผู้ฟังการนำเสนอในฐานะลูกค้า และในฐานะกรรมการตัดสินการ pitch ของ Start up จึงได้สังเกต วิเคราะห์งานนำเสนอรูปแบบต่างๆ  และคิดค้น Presentation Canvas ออกมาเพื่อเป็น guideline ในการเตรียมการนำเสนอ เพื่อลดความผิดพลาดในการนำเสนอให้ต่ำที่สุดและเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จให้ได้มากที่สุด


“คิดก่อนทำ” 
Presentation ที่ดีควรเริ่มจากการวางแผน

Presentation Canvas จะเป็นเครื่องมือที่มีหน้าที่ จับสิ่งที่อยู่ในหัวของคุณ สิ่งที่คุณต้องการจะพูด ต้องการจะบอก และผลลัพธ์ที่ต้องการได้รับ มารวมในกระดาษแผ่นเดียว ช่วยร้อยเรียงเรื่องราวให้น่าสนใจเพื่อเป้าหมายในการโน้มน้าวใจคนฟังอย่างมีทิศทาง และมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น


กฎ 3 ข้อของการนำเสนอ ที่ต้องระลึกไว้เสมอ

กฎข้อ 1 : สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพรีเซ้นต์คือ คุณ ทุกคนต้องฟังคุณ มองคุณ คนอื่นๆและสิ่งรอบข้าง เป็นเพียงผู้สนับสนุน ตัวประกอบเท่านั้น

กฎข้อ 2 : ผู้ฟังเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด ผู้ฟังมีอำนาจในการตัดสินว่าจะฟังต่อหรือเดินหนี การรู้จักผู้ฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กฎข้อ 3 : Presentation เป็นเพียงแค่เครื่องมือ เป็นตัวช่วยให้สามารถอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจได้มากขึ้น เช่น กราฟ รูปภาพ เมื่อตามผู้พูดไม่ทัน ได้ทบทวนและจดหรือถ่ายรูป

องค์ประกอบของ Presentation canvas

แบ่งเป็น 3 ส่วน รวม 12 ช่อง 


ส่วนที่ 1: The Keys เปรียบเสมือนการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมก่อนออกเดินทาง ประกอบด้วย

  1. Audience (ผู้ฟัง) ผู้ฟังคือใคร กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นักลงทุน หรือ ฝ่ายจัดซื้อ ผู้ฟังสนใจในเรื่องอะไร มีปัญหาอะไร รวมทั้งผู้ฟังมีเวลาฟังนานแค่ไหน
  2. Objectives (เป้าหมาย) เสมือนการกำหนดจุดหมายปลายทาง เมื่อสิ้นสุดการนำเสนอ เราต้องการได้อะไรจากผู้ฟัง อาจมี 1-3 ข้อ โดยต้องตั้งให้สอดคล้องกับผู้ฟัง
  3. Core message (เนื้อหาหลัก) เขียนเป็นใจความสั้น ๆ ที่สามารถสรุปจบและเข้าใจได้ง่าย เป็นสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังจำได้หลังจบการนำเสนอแล้ว เช่น การนำเสนอ iPod มี core message คือ “1000 songs in your pocket”
  4. Place (สถานที่) หากเป็นการนำเสนอที่สำคัญ ควรไปดูสถานที่ก่อนวันจริง วางแผนการเดินทาง ดูอุปกรณ์เชื่อมต่อที่มีให้ สิ่งที่ต้องเตรียมไปเอง และอัตราส่วนจอว่าเป็น 4:3 หรือ 9:16 เพื่อเตรียมไฟล์งานนำเสนอให้ตรงกัน


ส่วนที่ 2: Storyline หรือเส้นเรื่องในการนำเสนอ เปรียบเสมือนการวางแผนเพื่อออกเดินทาง ประกอบด้วย

  1. Problem (ปัญหา) แนะนำให้ใช้ persuasive story pattern โดยกล่าวถึง สิ่งที่เป็น (what is) และสิ่งที่น่าจะเป็น (what could be) ช่วงสุดท้ายให้จบด้วย ความสุขสดชื่น (new bliss) แต่หากไม่แน่ใจว่าปัญหาคืออะไร ต้องการเข้าใจปัญหาของผู้ฟังก่อน ให้ใช้เทคนิค start with why
  2. Solutions (ทางแก้ไขปัญหา) สินค้าหรือไอเดียของเราสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร
  3. Benefit (ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ) เป็นการพูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ถ้าผู้ฟังเปลี่ยนไป ผลประโยชน์ก็ต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องกัน
  4. Call to action (สิ่งที่ผู้ฟังต้องทำ) เป็นช่องที่สำคัญที่สุด บอกผู้ฟังว่าต้องทำอะไรต่อไปหลังฟังจบ เช่น มีหมายเลขโทรศัพท์หรือ website หากต้องการซื้อสินค้า หรือมี QR code ให้ผู้ฟัง download application เป็นต้น


ส่วนที่ 3: The supporters: ข้อมูลสนับสนุน มีหน้าที่ผลักดันให้เนื้อหาหลักมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกข้อ ประกอบด้วย

  1. Storytelling (การเล่าเรื่อง) ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและโน้มน้าวใจได้ดี แต่หากไม่มีก็ไม่ควรพยายามสร้างเรื่องขึ้นมา เพราะอาจส่งผลลบได้
  2. Compare (การเปรียบเทียบ) รูปแบบแรกคือการเปรียบเทียบเพื่อช่วยให้ดูดีขึ้น อาจเปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่ง หรือหากไม่อยากสร้างศัตรูอาจเปรียบเทียบกับสินค้าเก่าของตัวเอง แต่ต้องระมัดระวังไม่ทำให้ของเก่าดูแย่ลง หากยังมีขายอยู่ รูปแบบที่สองคือการเปรียบเทียบที่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่นำเสนอได้ง่ายขึ้น
  3. Testimonial (คำยืนยัน) การมีผู้อื่นมายืนยันจะสามารถทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ง่ายขึ้น เช่น รางวัลที่ได้รับ อันดับจากผลสำรวจ หรืออาจใช้วิธีการยืนยันโดยการทดสอบสินค้าให้ดูด้วยตนเอง
  4. Weakness (การป้องกันจุดอ่อน) การเปิดเผยจุดอ่อนเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแบบหนึ่ง หากรู้ว่ามี ก็ไม่ควรปล่อยให้ผู้ฟังสงสัยนานเกินไป วิธีค้นหาจุดอ่อน ทำได้โดยเป็นกระจกเงาให้ตัวเองทบทวนสไลด์ รวมถึงดูบันทึกการนำเสนอของตัวเอง หรือให้ผู้อื่นช่วยดูการนำเสนอและตั้งคำถาม

ในการทำ Presentation canvas อาจเขียนบนกระดาษ เขียนบน Tablet หรือใช้วิธีแปะ post it ในแต่ละช่องเพื่อให้แก้ไขได้ง่าย ในครั้งแรกๆ ใช้เวลานาน แต่หากทำบ่อยๆแล้วก็จะคล่องขึ้น เมื่อวางแผนเสร็จแล้วก็ลงมือเริ่มทำ presentation ได้เลย!

ถ้าต้องการดาวน์โหลด ตัว canvas สามารถเข้าไปได้ที่ www.PresentationCanvasBook.com

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณจะได้จากการอ่าน Presentation Canvas หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสั่งซื้อจาก Naiin ได้เลย

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

6 Step วิธีรับ Career Assessment ฟรีจาก CareerVisa

สมัครสมาชิกใหม่ได้เลย ฟรี ทำ Career Assessment 5 Shades ใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที อยากให้ตั้งใจทำ แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ก็ค่อยกลับมาทำต่อได้ คิดดีๆ ไม่ต้องรีบ ถ้าอ่านไม่ละเอียด ตอบไม่ตรง จะไม่แม่นนะจ๊ะ พอทำเสร็จแล้ว วงกลมจะเป็นสีเขียว 100% แบบในรูป ก็กด ดูผลของ Assessment ได้เลย

ส่องอาชีพ “คนจบไม่ตรงสาย” จากกรุ๊ปฝากร้านจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

กลายเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งไปแล้วในช่วงโควิด เมื่อศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รวมตัวกันตั้งกรุ๊ป “ฝากร้าน” ไว้เป็นช่องทางการซื้อขาย ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตนเองเพื่อช่วยเหลือกันในยามยาก จนขณะนี้ กลุ่มฝากร้านของสองมหาวิทยาลัยที่ริเริ่มการจัดตั้งขึ้นมาเป็นเจ้าแรกๆ อย่างกลุ่ม “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน” จากศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มียอดสมาชิกเพิ่มสูง ถึง 1.5 แสนคน และกลุ่ม “จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส” จากศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มียอดสมาชิกแตะ 2 แสนคนเข้าไปแล้ว นอกจากเราจะเห็นสินค้าทุกประเภทตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ที่แต่ละคนก็งัดสกิลการขายของออกมาพรีเซนต์กันสุดฤทธิ์ หรือการพูดคุยรำลึกความหลังครั้งวันวานชวนให้อบอุ่นหัวใจ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ

เปิดสูตรลับ ก่อนข้ามสายไปเป็น Web Developer [X Career : ข้ามสายTalk EP.2]

[ X Career : ข้ามสายTalk EP.2 ก้อง วัชรกฤษ พันธุ Website Front-end Developer] จาก Graphic Designer มาเป็น Website Front-end Developer จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง พัฒนาเว็บไซต์ให้บริษัทชื่อดังมากมาย