ทำความรู้จัก Imposter Syndrome อาการที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปลอม และเก่งไม่พอ

คุณค่าที่ฉันไม่คู่ควร? ทำความรู้จัก “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” จากหนังสือ Imposter Syndrome: ทำมากแค่ไหนก็รู้สึกเก่งไม่พอ กลัวว่าวันนึงจะมีคนจับได้ว่าตัวเองเป็นตัวปลอม

สำหรับแฟนเกมมือถือสุดฮิตอย่าง Among Us คงคุ้นชินกับคำว่า Imposter (ตัวปลอม) ที่ถ้าเราได้รับบทบาทนี้ก็จะต้องพยายามทำตัวตีเนียนไปกับเพื่อนๆ Crewmate (ลูกเรือ) ในการทำภารกิจต่างๆ ทั้งเชื่อมสายไฟ รูดการ์ด และทิ้งขยะ ทั้งๆที่จริงแล้ว คนที่เป็นตัวปลอมจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ก็ต้องกลบเกลื่อนและหาทางกำจัดคนที่รู้ความลับของเราไปทีละคน ซึ่งความสนุกก็จะอยู่ที่การต้องคอยลุ้นว่าจะมีใครจับโกหกเราได้และเอาเรามารายงาน (Report) และโดนโหวต (Vote) ออกเมื่อไหร่

Image Credit : thaimetagame.com

แต่! ในชีวิตจริง สถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องสนุก!

หลายครั้งที่ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรซักอย่าง เช่น ได้เลื่อนตำแหน่งแต่คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ได้รับ หรือไม่คู่ควรกับคำชื่นชมที่คนรอบข้างมอบให้ คิดว่าตัวเองเป็นของปลอม ทำให้รู้สึกทุกข์ใจและหดหู่อยู่ลึก ๆ ภาวะนี้ มีชื่อเรียกว่า “โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง”

อันที่จริง โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter Syndrome) แม้จะมีคำว่า “โรค” แต่ไม่ได้จัดเป็นโรคทางจิตเวช ควรเรียกว่าเป็นประสบการณ์ มีอีกชื่อว่า ภาวะรู้สึกแย่กับตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนส่วนใหญ่ ราว 70% ของประชากรเลยทีเดียว

เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ก็เป็นได้ทั้งนั้น

เริ่มแรก นักจิตวิทยาเข้าใจว่า โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง เกิดในผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงในหน้าที่การงาน แต่เมื่อสำรวจแล้วก็พบว่าภาวะนี้สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัยในบริบทที่แตกต่างกัน เช่น

  • เด็กที่ถูกพ่อแม่ปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป จนสงสัยในความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง
  • เด็กที่ถูกตราหน้าว่าไม่เก่งจนคิดว่าเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ เมื่อทำได้ดี ก็คิดว่าเกิดจากโชค ไม่ได้เป็นเพราะตนเอง
  • นักศึกษาใหม่ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงซึ่งเกินความคาดหมาย

  • ผู้หญิงที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงที่มีผู้ชายเป็นหลัก
  • ผู้ชายที่ยึดติดกับภาพความเป็นชายที่ต้องแข็งแรง เป็นผู้นำ จิตใจไม่อ่อนไหวอ่อนแอ

  • คนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่น แต่รู้สึกว่าต้องพยายามอย่างมากเพื่อสิ่งนี้
  • คนที่ได้รับรางวัล รู้สึกว่าถูกคาดหวัง ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา เช่น นักเรียนทุน นักกีฬาโอลิมปิก นักแสดงรางวัลออสก้า นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล
  • พ่อแม่ที่คาดหวังสูงในการเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุดทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ ทักษะ สติปัญญา

จะแยกออกอย่างไร ว่าเราแค่คิดไปเองว่าตัวเองไม่เก่ง?

หรือเราไม่มั่นใจเพราะเราไม่ได้เก่งอย่างนั้นจริง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ มีแบบทดสอบให้ทำว่าคุณมีความเสี่ยงจะเป็นโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งหรือไม่ เป็นประเภทไหน ในคำจำกัดความแล้ว นักจิตวิทยาคลินิกสองท่าน Pauline R Clance และ Suzanne A Imes ผู้คิดค้นคำเรียกโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (ในบทความใช้คำว่า Imposter Phenomenon) กล่าวว่า ลักษณะของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง มีดังนี้

ลักษณะ 3 ประการของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง

  1. เชื่อว่าคนอื่นมีมุมมองเกี่ยวกับความสามารถหรือทักษะของตัวเองเกินความเป็นจริง
  2. ความกลัวว่าจะถูกจับได้ และถูกเปิดโปงว่าเป็นคนที่ไม่ได้เก่งจริง
  3. คิดว่าความสำเร็จที่ได้มาเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่นโชคช่วย หรือเพราะทำงานหนักถึงขีดสุด

คนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งมักจะลดทอนคุณค่าของความสำเร็จและคำชมที่ได้รับ ทำงานหนักเพราะกลัวถูกจับได้ว่าไม่เก่งจริง พยายามพิสูจน์ข้อสงสัยว่าเก่งจริงหรือไม่โดยหาที่ปรึกษาที่เก่งกว่าเพื่อสร้างความประทับใจให้เขายืนยันความสามารถ หรือหาเวทีประกวดต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

5 วิธีรับมือกับโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง

  1. หลัก ๆ แล้ว การที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เป็นเพราะเกิดความขัดแย้งกับความเชื่อในตัวเอง เช่น ฉันไม่ใช่คนเก่ง หากฉันได้รางวัล แสดงว่ากรรมการตัดสินผิด ให้ลองเขียนตารางกรอกสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น ผลการสอบ ทักษะที่มี และอีกช่องใส่ความคิดที่ว่าตัวเองไม่เก่ง (ซึ่งอาจจริงหรือไม่จริง) นำมาเทียบกัน เพื่อปรับการรับรู้และยอมรับตัวเอง
  2. ยอมรับว่าความสมบูรณ์แบบไม่มีจริง แม้จะตั้งใจทำอย่างดีที่สุด การเกิดข้อผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
  3. การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นใน social media ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เก่งพอ มีคนที่หน้าที่การงานดีกว่า ใช้ชีวิตหรูหรากว่า มีชื่อเสียงกว่า หุ่นดีกว่า ลูกเรียนเก่งกว่า หรือครอบครัวอบอุ่นกว่า ให้เห็นอยู่เสมอ ต้องอย่าลืมว่า สิ่งที่คนอื่นนำเสนอมา เป็นเพียงด้านหนึ่งในชีวิตของเขาเท่านั้น
  4. พ่อแม่ควรให้คำชมและตำหนิลูกตามความเป็นจริง ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ควรระมัดระวังการตีตราลูก ถึงแม้จะเป็นในด้านดีก็ตาม
  5. หากรู้สึกว่ารบกวนจิตใจมาก ควรปรึกษานักจิตวิทยา เพื่อทำการบำบัด

อย่างไรก็ดี หากมีภาวะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอยู่บ้างก็จะช่วยผลักดันให้เราตั้งใจพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น หากใครไม่มีความรู้สึกนี้เลยก็อาจจะใช้ความมั่นใจในตัวเองในทางที่ผิด ทำงานคุณภาพต่ำ กลายเป็นคนไม่เก่งจริง ๆ ในที่สุด

สามารถอ่านรายละเอียดของโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งในบริบทต่าง ๆ สาเหตุรวมถึงคำแนะนำเพิ่มเติมได้ในหนังสือ เล่มนี้เขียนโดย Dr. Sandi Mann แปลโดย ตวงทอง สรประเสริฐ สำนักพิมพ์ Heart Work ในเครือบริษัทแจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด ราคา 279 บาท สามารถทดลองอ่านฟรีบางส่วนได้ โดยสแกน QR code บนปกหลังนี้ได้เลย

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

เครียดเรื่องงาน ปรึกษานักจิตวิทยาได้ที่ 6 ช่องทางนี้เลย

เครียดเรื่องงาน แต่ไม่กล้าคุยกับคนรอบตัว ปรึกษานักจิตวิทยาด้วยตัวเองที่ 6 ช่องทางนี้เลย

ใครกำลังเครียด แต่ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ขอให้ยกมือขึ้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีเรื่องให้คิดมากมาย การเก็บความเครียดไว้กับตัวเองนานๆนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่

Job Cluster แนวคิดสำหรับคนอยากเปลี่ยนสายงาน ที่ทำให้คุณไม่ต้องโฟกัสแค่ชื่อตำแหน่งอีกต่อไป

Job Cluster กลุ่มงานที่มีทักษะใกล้เคียงกัน เปลี่ยนสายงานไปทำได้ง่าย อีกหน่อยในอนาคตในตลาดแรงงานจะไม่ได้มองว่า “คุณทำตำแหน่งอะไร” แต่มองว่า “คุณมีทักษะอะไรบ้าง” เปรียบเหมือนอาหาร ถ้าเราเป็นอาหารจานหนึ่ง เรามีส่วนประกอบอะไรบ้างที่พร้อมจะไปเป็นเมนูอื่นต่อ

เมื่อวันหนึ่ง ฉันอาจไม่ได้ไปต่อตั้งหลักยังไงหากวันหนึ่งคุณถูกเลิกจ้าง

การที่เราสูญเสียงาน หลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นความล้มเหลวของชีวิต เพราะการว่างงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงความมั่นคงในชีวิต ครอบครัว คุณภาพชีวิต และสำคัญที่สุดคือสุขภาพจิตใจ วันนี้เราจึงนำคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Consulting ระดับโลกหลายแห่งมาแบ่งปันให้ฟัง ว่าคนที่เพิ่งถูกเลิกจ้างจะมีวิธีตั้งหลักยังไงเมื่อสูญเสียงาน มาดูกันเลยดีกว่า