การดูแลคนในบริษัทที่มีพนักงานเฉลี่ยอายุแค่ 25 ปี เอเยนซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยไอเดียของคนรุ่นใหม่

Rabbit Digital Group เอเยนซี่โฆษณาไทยแท้ที่ติดอันดับ 8 ใน Thailand’s Hottest Agencies 2020 โดย Campaign Brief Asia ซึ่งหากใครที่อยู่ในแวดวงโฆษณาต้องรู้จักผลงานปังๆ ของพวกเขากันแน่นอน และก็ไม่น่าแปลกใจที่เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการได้สร้างสรรค์ผลงานไปกับ Rabbit Digital Group

วันนี้เรามาชวนคุยกับคุณนิค นรเศรษฐ์ จันทร์สุวรรณ L&D Associate Manager ที่จะมาช่วยเล่าถึงวิธีการดูแลพนักงาน Young gen ที่เน้นการออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่และตามสไตล์การทำงานของเอเยนซี่ จะมีความยาก-ง่ายอย่างไรมาดูกัน

RDG นั้นเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยไอเดียของ “คนรุ่นใหม่” เพราะพนักงานในบริษัทมีอายุเฉลี่ยประมาณ 25 ปีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพนักงาน Gen Y ปลายๆ กันทั้งนั้น คุณนิคเล่าให้ฟังว่า ที่นี่ถ้าคุณอายุ 30 ถือว่า Senior มากๆ แล้วนะ แม้แต่ CEO ยังอายุเพียง 33 ปีเท่านั้นเอง เพราะโดยส่วนมากเรารับพนักงานที่เป็น New Grad แล้วก็ให้เขามาเริ่มเรียนรู้งานกับที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะไม่มีปัญหาเรื่อง Generation Gap!

ในการทำงานจริงนั้น ความไม่เข้าใจกันก็อาจเกิดขึ้นได้ตลอด น้องบางคนไม่การกล้าพูดต่อหน้าพี่ๆ ก็มี ที่นี่จึงมีหลายช่องทางให้สื่อสารได้ ตั้งแต่กล่องที่วางไว้หน้าห้องน้ำ เรื่องที่มีความไม่สบายใจก็สามารถเขียนใส่มาได้ แล้ว HR จะแปลงภาษาส่งต่อไปยังผู้บริหาร ซึ่ง CEO ก็จะมาตอบคำถามในทุกๆ ครั้งที่มี CEO Update 

ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา ก็มีพนักงานใส่คำถามในกล่องกันค่อนข้างเยอะ สิ่งที่คนกังวลกันก็คือ ความมั่นคงของบริษัท จะมีการ lay off คนออกมั้ย? ปีนี้จะมีโบนัสรึเปล่า? ซึ่งตอนนั้นบอกตรงๆ ว่า HR เราก็ไม่แน่ใจกับคำตอบเหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ว่า Covid-19 มันจะมี phase 2 ออกมาอีกมั้ย แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดตามแผนแล้วก็ไม่น่าจะมีสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจ เรื่องผลประกอบการบริษัทเราก็พูดตามความจริง ซึ่งอุตสาหกรรมโฆษณาได้รับผลกระทบจาก Covid-19 อยู่มากไม่น้อย ลูกค้าหลายๆ บริษัทตัดสินใจชะลอการออกสินค้าใหม่ ทำให้ที่ Rabbit Digital Group ได้รับผลกระทบอยู่เหมือนกัน   

ความยากในการ Manage คนรุ่นใหม่?

คุณนิคบอกว่าการดูแลนั้นไม่ยาก แต่มันต้องมีความแหวก ความแปลกของไอเดียนั้นๆ ข้อดีของเด็กกลุ่มนี้คือ พอเขาเป็น New Grad พอเราอะไรไปป้อน หรือ input อะไรไป พวกเขาจะเปิดรับหมด เพราะเขายังไม่มี practice และยังไม่มีประสบการณ์ที่ถูกครอบด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ มาก่อน แต่ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่เราทำ เขาจะถามเหตุผลเท่านั้นว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แบบนี้

อย่างช่วงที่เราตั้ง KPIs กันในบริษัท ช่วงแรกๆ เขาก็จะถามกันมาว่าทำไมต้องวัด competency แต่พอเราในฐานะ HR อธิบายเหตุและผลให้พวกเขาฟังจนเข้าใจแล้ว เขาก็โอเคและรับได้ ข้อดีอีกอย่างของการพนักงานรุ่นใหม่ๆ คือ ออฟฟิศเราดูมีความสดใส มีความ Lively มากกว่าบริษัทโดยทั่วไป

คิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย? 

เรามีแม่เหล็กหลักๆ อยู่สองส่วน

Portfolio ของบริษัท
ส่วนแรกคือ Portfolio ของบริษัท ผลงานที่ออกจากบริษัทเราค่อนข้างมี Character ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การสร้างแบรนด์ TMRW แคมเปญแม่มณี หรืองานด้าน Data Activation ที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในวงการการตลาด

ผู้บริหารของเรา
ส่วนที่สอง คือ ผู้บริหารของเราอย่างพี่นอ นรนิติ์ ยาโสภา Executive Creative Director แห่ง Rabbit’s Tale ก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักมากในวงการ Creative พี่บี สโรจ เลาหศิริ Marketing Counsellor นักกลยุทธ์ที่เก่งที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เป็นเพราะพวกเขาอยากทำงานกับคนที่เป็นตัวจริง จึงเป็น Pull factor ที่ดึงให้คนอยากเข้ามาร่วมงานกับที่นี่

ซึ่งส่วนใหญ่ช่องทางการสมัครเข้ามาคือ Referrals และเข้ามาสมัครงานกับเว็บไซต์เราโดยตรง เราเคยเจอแบบว่ามีน้องถือกระเป๋าเดิน walk in เข้ามาถามเลยว่ามีงานอะไรที่เปิดรับสมัครบ้างก็มี

สุดท้ายสิ่งที่สำคัญ คือ ที่นี่ค่อนข้างมีความยืดหยุ่น (Flexible) และความอิสระ (Freedom) ในการทำงานมาก

Potluck พนักงานนำอาหารมากันเอง แชร์กัน แล้วบริษัทหาร้านอาหารมาตั้งบูธเพิ่ม

นโยบายที่ยืดหยุ่นได้ตาม ”ความสบายใจ” ของพนักงาน

ตามนโยบายเวลาทำงานที่นี่คือ 09.30-18.30 น. แต่เอาเข้าจริงๆ HR เราไม่เคยเข้าไปเช็คเครื่องแสกนนิ้วเลยว่าใครมากี่โมง เพราะพนักงานบางคนกลับบ้านกันตี 2-3 ในช่วงที่ต้องปั่นงานด่วน หรือแม้แต่จะไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ อย่างบางทีมตกลงกันว่าจะเข้าออฟฟิศกันอาทิตย์ละวัน ก็เอาแบบที่พวกเขาสบายใจ แค่เขา Deliver งานเราได้ก็จบ ที่นี่เราเน้นการ “Give & Take” เรา Give ความอิสระ เขา Take ผลงานให้เรา ซึ่งก็จะอาศัยหัวหน้างานในแต่ละทีมในการช่วยรีวิวผลงาน หรือ KPIs ของแต่ละคนเป็นรายเดือน รายปีเหมือนกับบริษัทอื่นๆ ทั่วไป

ส่วนใหญ่ทีมที่ชอบเข้าออฟฟิศบ่อยจะเป็นทางฝั่งงาน Agency ที่ตลกก็คือ ตอนช่วงที่เราปิดออฟฟิศไปช่วง Covid-19 แล้วเราประกาศให้กลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศได้ พนักงานดีใจกันมาก วันแรกมากันล้นออฟฟิศเลย คิดภาพตามว่าเหมือนตอนที่โรงเรียนเปิดเทอมใหม่ๆ แล้วเป็นวันแรกที่เพื่อนๆ กลับมาเจอกันยังไงยังงั้น ทั้งๆ ตอนที่เราประกาศออกไปว่าถ้าใครยังไม่สบายใจที่จะเข้ามาออฟฟิศก็ไม่เป็นไร

ซึ่ง feedback ที่เราได้รับ คือ พวกเขาคิดถึงเพื่อน เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเภท Extrovert คือ ชอบเข้าสังคม บวกกับด้วยแกนหลักของบริษัท คือ ความ Creative ซึ่งการที่เข้ามาได้นั่งคิด นั่งพูดคุยกันมันทำให้ได้ไอเดีย ถ้าให้ไปอยู่บ้าน Work From Home เขาก็อาจจะคิดงานกันไม่ค่อยออก 

บรรยากาศงาน Garage Sale พนักงานนำของมาขาย

โจทย์ท้าทายสำหรับ HR ที่นี่

ถึงแม้จะดูเหมือนว่าพนักงานที่นี้มีอิสระในเรื่องของเวลาการทำงานมาก แต่จากผลการทำ Engagement Survey กลับพบว่า พนักงานค่อนข้างมีปัญหาเรื่อง “Work-life balance” เพราะบางคนเข้างานเที่ยงจริง แต่เลิกงานตี 2-3 ก็มี ด้วยลักษณะการทำงานของ Agency ที่ต้องรับมือกับงานเดือดอยู่ตลอด

ทำให้เป็นความท้าทายของ HR มากว่าจะทำยังไงให้พนักงานรู้สึกคลายเครียดหรือ relax มากขึ้นได้บ้าง ที่นี้เองก็พยายามจัดกิจกรรมเสริม Engagement ให้พนักงานได้เดือนละครั้ง เช่น การจัดปาร์ตี้ภายในบริษัท กิจกรรมเปิดตลาดนัดมือสอง กีฬาสีแข่ง e-sport เป็นต้น  

งานปีใหม่ พรHub เป็นสมุดให้พนักงานเขียนอวยพรกันแล้วเอาไปแจก

ปัญหาการ Turn Over ของคนรุ่นใหม่ในงานสาย Agency

หลังๆ มานี้เรามักจะสังเกตเห็นได้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มมีอายุงานเฉลี่ยที่ค่อนข้างสั้นลง สำหรับที่นี่ Turn Over Rate ก็มีจำนวนที่ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน แต่อาจจะบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ เพราะเราไม่มีตัวเลขเปรียบเทียบข้อมูลในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ที่เจอคือมักจะออกกันช่วงเวลาวัดใจ 3 เดือนแรกนี่แหละ เพราะรู้สึกว่า culture หรือลักษณะการทำงานไม่ fit กับตัวเอง แต่ถ้าใครผ่านช่วงโปรมาแล้วก็จะค่อนข้างอยู่นาน

ที่น่าแปลกใจคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่มีการตัดสินใจลาออกค่อนข้างง่ายและไม่สนด้วยซ้ำว่าจะมีงานใหม่มารองรับหรือไม่ เพราะด้วยอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังอายุน้อย ยังไม่มีภาระที่ผูกพันอะไรมากด้วย 

การสร้างสภาพแวดล้อมที่หลอมให้คนมีความ Creative

1) การไม่ตีกรอบทางความคิด หัวหน้างานไม่จู้จี้จุกจิก เปิดโอกาสและให้อิสระแก่ลูกน้องได้เสนอความคิดเห็นตลอดเวลา ไม่มีไอเดียไหนถูกหรือผิด 

2) การเรียนรู้ผ่าน Project based หรือการทำงานเป็นทีม ข้อดีคือเราจะได้เรียนรู้จากคนในทีมที่มาจากหลายๆ แผนก ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบ Cross function กันในบริษัท ซึ่งบางทีมันอาจจะช่วยต่อยอดไอเดียกันได้

3) สร้างบรรยากาศที่น่าทำงาน ด้วยออฟฟิศถูกดีไซน์ออกมาให้ดูมีความขี้เล่นและมีมุม relax อย่างสไลเดอร์ หรือโต๊ะพูล รวมถึงความ Flexible ของนโยบายต่างๆ ของบริษัทที่มอบอิสระในการทำงานมาก จึงทำให้ทุกคนทำงานกันได้อย่าง Productive

บรรยากาศงานปีใหม่

คัดเลือกคนยังไงว่าใครมี Creative Skills?

ที่นี่เราค่อนข้างจะเปิดโอกาสมาก จะไม่ตัดสินว่าใครมี ใครไม่มี โดยพื้นฐานทั่วไปเลยคือ การ Pre-screen ดูว่าคุยรู้เรื่องรึเปล่า? ตอบคำถามได้มั้ย? ถ้าดูแล้วว่าได้ ก็อาจจะให้การบ้าน ไปเตรียมตัวมาคุยกันวันสัมภาษณ์ เราไม่ได้มองแค่คนที่มีไอเดียเท่านั้น แต่เราอยากได้คนที่สามารถนำเสนอไอเดียนั้นได้มีพลังด้วย 

จะเห็นได้ว่าการบริหารและดูแลพนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่นั้นไม่ได้ยากอย่างที่ใครหลายๆ คนคิด เพียงแต่คุณต้องพยายามเข้าใจในมุมมองหรือไลฟ์สไตล์การทำงานของพวกเขา ที่สำคัญคือการมอบสิ่งที่เรียกว่า “อิสระ” ให้พวกเขาได้มีพื้นที่เป็นของตัวเองในการคิดสร้างสรรค์ไอเดียต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหรือผิด

ก็หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้กับบริษัทอื่นๆ ได้ลองนำไปปรับใช้กันได้ค่ะ

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

Writer

Related Posts

5 ทักษะที่จำเป็นในการหางานในปี 2020 แจกส่วนลดคอร์สออนไลน์ในโพสต์

ช่วงนี้ใครอยากอัพตำแหน่งงาน อัพเงินเดือนสวนกระแสคนตกงาน ต้องอัพสกิลตัวเอง 5 อย่างนี้แบบเร่งด่วน เพราะกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก แถมยังมีเรทเงินเดือนสูงด้วย วันนี้เรามีแหล่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคต พร้อมส่วนลดมาแจกแฟนๆที่น่ารักของเราทุกคนด้วย

การปลุกปั้น Employer Brand ในแบบฉบับของ Krungsri Career + Tips สำหรับมนุษย์ผู้สวมหลายบทบาท

ทาง MotiveTalent มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ คุณโน้ต ศรัณย์ คุ้งบรรพต Head of Human Resource Business Partner Dept. 4 จากธนาคารกรุงศรีฯ และแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองในบทบาทการทำงานต่างๆ